Tag Archives: ข้อมูลแชมป์เปี้ยน

ไซออน

กว่าหนึ่งร้อยปีก่อน ไซออนคือขุนศึกผู้เหี้ยมโหดและเกรียงไกรที่พร้อมสังหารไม่ว่าหน้าไหนที่บังอาจขวางทางเขา ทั้งหมู่มิตรและศัตรูพากันเกรงกลัวเขาเกินใคร ไซออนคือนักรบรายสุดท้ายที่ยึดมั่นในเกียรติภูมิแห่งความหาญกล้าซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ถือปฏิบัติในน็อกซัสมานับตั้งแต่วันแรกเริ่มก่อตั้ง ไซออนเคยให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของเขาว่าจะต่อสู้โดยไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียวและจะยอมตายอย่างภาคภูมิเยี่ยงนักรบเมื่อถึงเวลาของเขามาถึง

สล็อตออนไลน์

แม้จะไม่ถนัดด้านการใช้ความแยบยลหรือกลยุทธ์อันเฉลียวฉลาด แต่วิถีอันเหี้ยมโหดของไซออนก็ได้ผลดีเสมอและช่วยให้น็อกซัสชนะศึกมากมายอย่างไร้ความปรานี นี่คือยุคที่จักรวรรดิน็อกซัสเรืองอำนาจมากที่สุดในรอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา ดังนั้น เหล่านายพลระดับสูงจึงรู้สึกประหลาดใจเมื่อประเทศตะวันตกแห่งหนึ่งลุกขึ้นมาต่อต้านและตอบโต้การรุกรานของพวกเขาเป็นรายแรก ชาวเดมาเซียเหล่านี้ัขับไล่กองทัพของน็อกซัสไปทางตะวันออกและตีต้อนพวกเขาจนไปอยู่หลังกำแพงแห่งฮวาร์ดิซ ไซออนซึ่งบัญชาการรบอยู่บนเทือกเขาอาร์เจนต์ได้เบนหน้ามุ่งสู่ทางใต้ด้วยความกราดเกรี้ยว

เมื่อเขามาถึงเมืองแห่งนี้ ก็พบกองกำลังเดมาเซียที่อยู่ไกลลิบ พวกนั้นไม่ได้หมายมุ่งที่จะยึดครองฮวาร์ดิซแต่อย่างใด และกำลังจะเดินทางกลับบ้านกลับเมืองหลังจากขับไล่กองทัพน็อกเซียให้พ้นจากดินแดนเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันได้สำเร็จ ไซออนสั่งการให้กองทหารเตรียมพร้อมและหมายใจมั่นว่าจะต้องลงทัณฑ์ดินแดนเหล่านี้ที่บังอาจแข็งข้อ ผู้บัญชาการกองทัพน็อกซัสซึ่งอยู่ที่ี่ฮวาร์ดิซนั้นพ่ายแพ้ศัตรูมาหลายครั้งหลายหน เขาจึงพึงใจกับการเลือกหลบภัยอยู่หลังกำแพงเมืองและปล่อยให้ฝ่ายศัตรูจากไปโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ

และแล้วไซออนพร้อมกับเหล่านักรบของเขาก็เข้ายึดดินแดนซึ่งตอนนี้กลายเป็นทะเลสีเลือดสำเร็จ เขาเหวี่ยงผู้บัญชาการกองทัพลงมาจากกำแพงเมืองด้วยความเกรี้ยวกราดและออกคำสั่งให้เดินหน้าโจมตี

ไซออนตะลุยฝ่าแนวทหารของกองทัพเดมาเซียและบุกตามล่ากษัตริย์จาร์วานที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำกองทัพ ในขณะที่กองรบของไซออนตะลุยสู้ร่วมกับเขาโดยไม่กลัวตาย เหล่าทหารที่ซุ่มหลบอยู่ในฮวาร์ดิซกลับแสดงความอ่อนแอ พวกเขาถอดใจและถอยกลับไปที่เมือง โดยปล่อยให้ไซออนและขุนศึกคู่ใจจำนวนเพียงหยิบมือของเขาตกอยู่ในวงล้อม ลูกทัพถูกฆ่าตายไปทีละคน แต่ไซออนยังเดินหน้าต่อไป

แม้จะเหลือเขาเพียงคนเดียวในสภาพที่มีดาบและศรหน้าไม้นับสิบๆ ทิ่มแทงทั่วร่าง แต่ในที่สุด เขาก็ไปถึงตัวจาร์วาน การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด และราชาแห่งเดมาเซียก็เป็นฝ่ายที่ลงมือปิดฉากได้ ขวานหลุดจากมือของไซออน เขารวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายและใช้มือข้างหนึ่งกระชากมงกุฎออกจากศีรษะของจาร์วาน ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกำคอของจาร์วานไว้และบีบแน่น องครักษ์ของจาร์วานกระหน่ำแทงไซออนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาก็ไม่ยอมคลายมือข้างนั้น

จนเมื่อราชาฝ่ายอริสิ้นชีพแล้ว ไซออนจึงค่อยยอมให้ความตายเข้ามาครอบงำ

ร่างของไซออนพร้อมด้วยมงกุฎของกษัตริย์เดมาเซียซึ่งยังคงถูกกำไว้มั่นในมือของเขาถูกกู้ขึ้นมาและนำกลับไปไว้ที่ปราการไร้พ่ายเพื่อเป็นการเฉลิมเกียรติ ดินแดนน็อกซัสไว้อาลัยให้การจากไปของไซออน ศพของเขาถูกฝังไว้ในอนุสาวรีย์สูงตระหง่านที่สร้างขึ้นเพื่อจารึกเกียรติภูมิของเขาไปชั่วกาล

หลุมศพของไซออนถูกเปิดอีกครั้งหลังผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ

ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของน็อกซัสเริ่มลดน้อยถอยลง และโบแรม ดาร์กวิล ผู้เป็นแม่ทัพสูงสุดแห่งจักรวรรดิก็พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อกอบกู้ความรุ่งโรจน์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง ภาคีลึกลับที่เป็นที่รู้จักในชื่อกุหลาบดำและเป็นพันธมิตรของดาร์กวิลได้ปลุกชีพผู้กล้าที่ล่วงลับไปแสนนานขึ้นมาอีกครั้งโดยใช้เวทมนตร์ต้องห้ามและนำเขาไปมอบให้แม่ทัพสูงสุด

ด้วยความที่เขาไม่อาจปฏิเสธของขวัญชิ้นนี้ได้ ไซออนจึงกลับมามีชีวิตอีกครั้งพร้อมกับความกระหายเลือดที่รุนแรงผิดมนุษย์มนาและความด้านชาทนทานต่อความเจ็บปวด

เขาบุกโจมตีศัตรูของน็อกซัสแบบบ้าดีเดือดและทำลายล้างทุกคนทุกอย่างที่ขวางหน้า ชัยชนะจากน้ำมือของไซออนนั้นต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงมหาศาลยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่เขายังไม่ตายเสียอีก เขาคลั่งจนเกินควบคุมและไล่ฆ่าทั้งมิตรและศัตรูโดยไม่รู้สึกสำนึกผิดแม้แต่น้อย ผู้ที่ถูกบังคับให้ต่อสู้เคียงข้างเขาก็เริ่มหนีหายละทิ้งหน้าที่ไป จนกระทั่งในท้ายที่สุด ดาร์กวิลก็สั่งการให้นำไซออนกลับไปฝังที่หลุมศพอีกครั้ง

นักรบหลายร้อยรายต้องตายไปในระหว่างที่พยายามช่วยกันจับตัวเขา ในที่สุดเขาก็ถูกล่ามโซ่และลากตัวกลับไปที่ปราการไร้พ่าย เมื่อไม่ได้เข่นฆ่าผู้ใด เวทมนตร์โลหิตที่เคยหล่อเลี้ยงเขาก็เข้าครอบงำจิตใจของเขาให้มีแต่ความกราดเกรี้ยวอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามของเขาถูกสะกดให้เงียบลงไปได้ในท้ายที่สุดเมื่อเขาถูกกักขังไว้ในรูปปั้นมหึมาของตนเอง

เขาถูกจองจำอยู่ที่นั่นนานหลายปีในสภาพที่ก้ำกึ่งระหว่างเป็นกับตาย หลุมศพของเขาถูกเปิดออกอีกครั้งในยุคการปกครองของจักรวรรดิที่ต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ดาร์กวิลถูกนายพลเจริโก้ สเวนกำจัดและชิงอำนาจ แต่ไซออนไม่ได้สนใจเรื่องนั้นและยังคงคำรามกระชากเครื่องพันธนาการที่มัดกายเขาไว้ด้วยความบ้าคลั่งซึ่งมีเพียงการสู้รบเท่านั้นที่จะช่วยบรรเทาได้

เขาถูกล่ามโซ่ไว้ในลูกกรงเหล็กและกลับไปที่ฮวาร์ดิซซึ่งได้ปลดแอกกลายเป็นอิสระจากน็อกซัสในยุคที่ดาร์กวิลปกครอง ไซออนกลายเป็นเครื่องมือลงทัณฑ์ที่แม่ทัพสูงสุดคนใหม่นำมาใช้กับพวกกบฏ

เขาห้ำหั่นประหารผู้ที่ปกป้องฮวาร์ดิซและทำลายเมืองนั้นจนพินาศ เสียงหัวเราะของเขาดังลั่นขณะที่บุกทลายหอคอยต่างๆ ให้พังด้วยมือเปล่า ดินแดนอื่นๆ ที่แปรพักตร์จากน็อกซัสยอมศิโรราบอย่างรวดเร็วด้วยกลัวว่าปีศาจร่างยักษ์จะถูกปล่อยให้มาทำลายล้างพวกเขาเป็นรายต่อไป

ในตอนนี้ ไซออนยินดีต้อนรับแสงอาทิตย์อันร้อนแรงสาดเข้ามาในหลุมศพของเขาที่เปิดไว้… เพราะมันมาพร้อมกับโอกาสที่จะได้ปลดโซ่ตรวนและทำตามสัญชาตญาณกระหายเลือด เพื่อดับเสียงกรีดร้องแห่งความคลุ้มคลั่งที่ดังกลบความคิดที่จะหยุดพัก

ไซออนจำได้เพียงเศษเสี้ยวของชีวิตก่อนตาย และแทบจะจำช่วงเวลาหลังจากนั้นไม่ได้เลย แต่ความจริงข้อหนึ่งที่ยังแจ่มชัดเหมือนเมื่อวันที่เขาสิ้นลมคือ โลกจะต้องครั่นคร้ามหวั่นเกรงเขา ไม่ว่าจะทั้งในสมัยก่อนหรือตอนนี้

ไซลาส

ด้วยเกิดมาในครอบครัวเดมาเซียที่มีฐานะยากจน ไซลาสแห่งเดร็กบอร์นจึงอาจเป็นนักเวทที่ถูกลิขิตให้ชีวิตประสบความทุกข์เข็ญมาแต่ต้น แม้จะอยู่ในชนชั้นสังคมที่ต่ำต้อย แต่พ่อและแม่ของไซลาสก็ยึดมั่นในหลักอุดมคติของเดมาเซีย ดังนั้น เมื่อได้พบว่าลูกชายของตน “ปนเปื้อน” พลังเวทมนตร์ พวกเขาจึงเกลี้ยกล่อมให้ไซลาสยอมมอบตัวกับนักล่าจอมเวทแห่งเดมาเซีย

slotxo

นักล่าจอมเวทค้นพบว่าเด็กหนุ่มมีความสามารถที่ไม่เหมือนใครในด้านการจับสัมผัสพลังเวทมนตร์และใช้เขาเป็นเครื่องมือระบุตัวนักเวทรายอื่นๆ ที่แฝงกายใช้ชีวิตปะปนอยู่กับชาวเมืองทั่วไป นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกว่าตัวเองมีอนาคตจากโอกาสที่ได้รับใช้ประเทศชาติและเขาก็ทำหน้าที่นี้ด้วยความซื่อตรง แม้จะภาคภูมิใจ แต่เขาก็รู้สึกเดียวดายเนื่องจากถูกห้ามไม่ให้คบค้าสมาคมกับบุคคลใดนอกจากผู้ดูแลของเขาเท่านั้น

เมื่อทำหน้าที่นี้ไปเรื่อยๆ ไซลาสก็เริ่มสังเกตเห็นว่าในเดมาเซียมีผู้มีเวทมนตร์เป็นจำนวนเยอะกว่าที่ทางการจะกล้ายอมรับมากนัก เขาสัมผัสได้ถึงประกายแห่งพลังเวทมนตร์ที่ปิดบังซ่อนอยู่ในหมู่คหบดีและบุคคลสำคัญ… ซึ่งบางคนในกลุ่มนี้ก็แสดงทีท่าออกหน้าว่าต่อต้านนักเวทเสียด้วยซ้ำไป ในขณะที่คนยากจนที่ปนเปื้อนพลังเวทถูกจับตัวมาลงทัณฑ์ พวกชนชั้นสูงของสังคมกลับอยู่เหนือกฎหมาย ฉากหน้าอันแสนจะจอมปลอมนี้ได้เพาะเชื้อแห่งความเคลือบแคลงใจขึ้นในตัวของไซลาส

ความเคลือบแคลงใจเหล่านี้เป็นชนวนที่นำไปสู่ชะตากรรมอันโหดร้ายและแสนเศร้าซึ่งเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ไซลาสและผู้ดูแลของเขาเผชิญหน้ากับนักเวทรายหนึ่งที่หลบมาใช้ชีวิตในแถบชนบท เมื่อพบว่านักเวทรายนั้นเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เขาก็รู้สึกสงสารขึ้นมา ในจังหวะที่พยายามปกป้องนางจากนักล่าจอมเวท ไซลาสบังเอิญสัมผัสโดนผิวกายของนางเข้า พลังเวทมนตร์ของเด็กคนนั้นแล่นปราดเข้าทั่วร่างของเขา แต่แทนที่มันจะพิฆาตเขาให้ถึงแก่ชีวิต มันกลับพุ่งระเบิดออกจากมือของเขาโดยตรงอย่างไม่อาจควบคุมได้ เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนเองมีความสามารถพิเศษข้อนี้ซึ่งส่งผลให้มีคนตายถึงสามราย รวมถึงนักล่าจอมเวทที่เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงของเขาด้วย

ไซลาสตัดสินใจหนีไปเนื่องจากรู้ดีว่าตนเองจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกร ในไม่ช้า ผู้คนก็ร่ำลือกันทั่วไปว่าเขาคือหนึ่งในนักเวทที่อันตรายที่สุดแห่งดินแดนเดมาเซีย แน่นอนว่าเหล่านักล่าจอมเวทจัดการเขาอย่างไร้ความปรานีในทันทีที่เจอตัว

แม้จะยังเป็นผู้เยาว์ แต่ไซลาสก็ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

เขาถูกกักขังไว้ในเขตลึกอันมืดมิดที่สุดของฐานบัญชาการนักล่าจอมเวทและถูกล่ามตรวนเส้นหนักที่ทำจากเพทริไซต์ซึ่งมีฤทธิ์สะกดพลังเวท เขาตกอยู่ในสภาพที่ไร้สิ้นอำนาจในการมองเห็นพลังเวท หัวใจของเขาเริ่มหยาบกระด้างไม่ต่างจากศิลาที่จองจำเขาไว้และเฝ้าฝันถึงวันที่จะได้แก้แค้นทุกคนที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ในที่แห่งนี้

หลังจากช่วงเวลาอันทุกข์ทนผันผ่านไปนาน 15 ปี หญิงสาวซึ่งเป็นอาสาสมัครของภาคีส่องทางผู้มีนามว่าลักซานน่าเริ่มแวะเวียนมาเยี่ยมเขา แม้จะถูกตรวนสะกดพลัง แต่ไซลาสหยั่งรู้ว่าหญิงผู้นี้คือนักเวทที่มีอำนาจแข็งแกร่ง สายสัมพันธ์ที่ดูแปลกและเป็นความลับระหว่างทั้งสองได้พัฒนาดำเนินไป ลักซ์เล่าเรื่องราวของโลกนอกห้องขังให้เขาฟังและนำตำราหนังสือต่างๆ ที่เขาต้องการมาให้ โดยไซลาสจะต้องสอนวิชาควบคุมพลังเวทมนตร์ให้นางเป็นการแลกเปลี่ยน

และแล้วในที่สุดแผนการที่วางไว้อย่างรอบคอบก็ประสบผล เขาโน้มน้าวให้หญิงสาวนำหนังสือต้องห้ามเข้ามาให้เขาในที่คุมขังได้สำเร็จ มันคือต้นฉบับงานเขียนของดูแรนด์ ประติมากรผู้ยิ่งใหญ่ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพทริไซต์

หนังสือเล่มนี้เผยให้ไซลาสล่วงรู้ความลับของศิลาเพทริไซต์ มันเป็นหัวใจสำคัญที่ปกป้องเดมาเซียจากเวทมนตร์ที่เป็นภัย ตอนนี้ เขารู้แล้วว่าแท้ที่จริงมันไม่ได้มีฤทธิ์สะกดพลังเวทมนตร์ แต่เพียงแค่ดูดซับเวทมนตร์ไว้

ไซลาสคิดสงสัยว่าแล้วถ้าพลังนั้นถูกกักเก็บไว้ภายในเพทริไซต์ เขาจะสามารถดึงมันออกมาใช้ได้หรือไม่…?

สิ่งเดียวที่เขาต้องการก็คือแหล่งกำเนิดพลังเวทมนตร์ แหล่งกำเนิดพลังอย่างเช่นลักซ์

แต่ทว่านางไม่ได้กลับมาเยี่ยมไซลาสอีกเลย ครอบครัวของนางซึ่งก็คือตระกูลคราวน์การ์ดที่ทรงอิทธิพลนั้นล่วงรู้ว่าทั้งคู่ติดต่อกัน การที่ลักซ์บังอาจฝ่าฝืนกฎหมายและช่วยอาชญากรจอมวายร้ายรายนี้ทำให้พวกเขาโมโหเป็นที่สุด อยู่ๆ ไซลาสก็ถูกนำตัวไปยังแดนประหารโดยไม่มีคำอธิบายใดทั้งสิ้น

บนตะแลงแกง ลักซ์วิงวอนร้องขอให้ไว้ชีวิตเพื่อนของนาง แต่ทว่าไม่มีผู้ใดสนใจเสียงร่ำร้องของนาง ในจังหวะที่เพชฌฆาตผลักนางให้พ้นทางและเงื้อดาบของเขาขึ้น ไซลาสก็แตะตัวลักซ์ได้สำเร็จ และแล้วก็เป็นดังที่ไซลาสคาดคิดไว้ พลังของนางแล่นพรวดเข้าสู่ตรวนเพทริไซต์และพร้อมให้เขาปลดปล่อยออกมา ไซลาสระเบิดพลังเวทมนตร์ที่กักเก็บไว้เพื่อปลดแอกตนจากพันธนาการ บุคคลเดียวที่เขาไว้ชีวิตก็คือหญิงสาวแห่งตระกูลคราวน์การ์ดที่อยู่ในสภาพหวาดกลัว

เขาออกจากฐานบัญชาการนักล่าจอมเวทในฐานะตัวแทนผู้หาญกล้ารายใหม่ที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ถูกกดขี่และลงทัณฑ์ ไม่ใช่ในฐานะผู้ถูกเนรเทศ ไซลาสลอบเดินทางไปทั่วอาณาจักรพร้อมสั่งสมพลพรรคนักเวทที่ถูกเนรเทศ… แต่บางที เขาอาจรู้ดีอยู่แก่ใจเสมอมาว่าต่อให้พวกเขาผนึกกำลังกันก็ยังไม่เพียงพอที่จะโค่นล้มบัลลังก์ได้สำเร็จ

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ไซลาสออกเดินทางข้ามเทือกเขาตอนเหนือสู่ทุ่งทุนดราน้ำแข็งแห่งเฟรย์ลยอร์ด พร้อมพลพรรคที่ใกล้ชิดของเขาและฝูงวัวที่อึดและแข็งแกร่ง

ณ ที่แห่งนั้น เขาแสวงหาพันธมิตรใหม่ รวมทั้งเวทมนตร์พลังธาตุอันยิ่งใหญ่ตามที่ตำนานโบราณเล่าขานไว้ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะหวนคืนสู่เดมาเซียและล้มล้างระบอบการปกครองอันกดขี่ที่ทำให้เขาและเหล่านักเวทต้องทนทุกข์มานานแสนนาน

โยเนะ

ในยามมีชีวิต โยเนะยึดมั่นในหลักแห่งเกียรติยศและหน้าที่อย่างจริงจัง แม้เมื่อยังเด็ก ความรักที่เขามีต่อครอบครัวก็ทำให้เขาทำหน้าที่ผู้ปกป้อง โดยมีการสูญเสียผู้เป็นบิดาเป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ นี่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับยาสุโอะผู้เป็นน้องชายต่างบิดาของ ยาสุโอะมีนิสัยบุ่มบ่ามและประมาท ในขณะที่โยเนะนั้นอดทนและมีวินัย

slotxo

แต่กระนั้น ทั้งสองกลับสนิทสนมตัวติดกันชนิดที่แยกจากกันไม่ได้ และเมื่อโยเนะเริ่มไปเรียนที่สำนักดาบชื่อดังใกล้หมู่บ้านของพวกเขา ยาสุโอะก็ตามไปด้วย

ระหว่างที่ทั้งคู่เรียนวิชานั้น มีบ่อยครั้งที่โยเนะจำเป็นต้องคอยปรามนิสัยหุนหันพลันแล่นของน้องชาย แต่ว่าเมื่อยาสุโอะปฏิเสธไม่ยอมฝึกวิชาส่วนตัวกับผู้เฒ่าซูม่ายอดปรมาจารย์แห่งวิชาดาบวายุในตำนาน โยเนะได้มอบเมล็ดต้นเมเปิ้ลซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความอ่อนน้อมถ่อมตนให้น้องชายเป็นของขวัญเพื่อบอกให้รู้ว่าเขาสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้

แม้โยเนะจะภาคภูมิใจในตัวน้องชาย แต่เขาก็กังขาในการตัดสินใจของอาจารย์ผู้เปี่ยมปัญญาด้วยเกรงว่านิสัยหุนหันพลันแล่นของยาสุโอะจะทำให้เขาเป็นศิษย์ที่ไม่ดี แต่ทว่าผู้เฒ่าซูม่าเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การเคารพนับถือและไม่ตัดสินใจอะไรโดยไม่ไตร่ตรองก่อน

โยเนะตัดความกังวลของเขาให้พ้นไปจากใจและเดินหน้าฝึกซ้อมดาบคู่ของตนเอง ฝีมือชั้นเลิศทำให้เขาได้รับการยอมรับและชื่นชมจากเหล่าศิษย์ร่วมสำนัก แม้ทักษะของโยเนะจะอยู่ในระดับไร้เทียมทาน แต่วิชาวายุของยาสุโอะก็ทำให้การฝึกซ้อมประวิชาของพวกเขาเป็นภาพที่สะกดสายตาทุกคู่และสร้างความสุขให้ทั้งสองพี่น้องเองด้วย

แต่ทว่าความสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน สงครามได้อุบัติขึ้นในไอโอเนีย

โยเนะพร้อมด้วยศิษย์สำนักอีกหลายคนได้ไปร่วมรบต่อต้านกองกำลังน็อกซัสที่บุกเข้ามาในขณะที่ยาสุโอะนั้นจำใจต้องอยู่ที่สำนักเพื่อคอยอารักขาอาจารย์ของเขา แต่ทว่าในคืนหนึ่งอันเลวร้าย ผู้เฒ่าซูม่ากลับถูกพบในสภาพสิ้นใจ เขาถูกสังหารด้วยกระบวนวิชาวายุที่เขาเป็นอาจารย์ผู้สอน

เมื่อโยเนะกลับมา เขาพบว่ายาสุโอะหนีไปแล้ว

นี่ทำให้โยเนะเจ็บปวดรวดร้าวที่สุด ความกลัวของเขากลายเป็นความจริง ผู้เฒ่าซูม่าคิดผิด

โยเนะโทษตัวเอง หากยาสุโอะได้สังหารอาจารย์ซูม่าก็เท่ากับว่าโยเนะล้มเหลวไม่อาจสั่งสอนน้องชายให้ก้าวไปสู่หนทางแห่งคุณธรรมได้ แต่หากยาสุโอะเพียงแค่ละทิ้งหน้าที่ของตนและปล่อยให้อาจารย์ถูกปลิดชีพ ก็เท่ากับว่าโยเนะล้มเหลวไม่อาจปลูกฝังความมีวินัยให้น้องชาย แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ยาสุโอะก็ได้สังหารหลายคนที่ตามไล่ล่าเขา และโยเนะก็มองว่ามือของเขาเปื้อนคราบเลือดของคนเหล่านั้นไม่ต่างจากมือของน้องชายแต่อย่างใด

เขาออกไล่ล่ายาสุโอะ ในที่สุดเมื่อทั้งคู่ได้ปะทะฝีมือกันกัน ดาบเหล็กของโยเนะนั้นก็พิสูจน์ความไร้เทียมทานให้ประจักษ์… แต่ความเชี่ยวชาญในวิชาวายุของยาสุโอะกลับสามารถสะบั้นร่างของพี่ชายให้สิ้นชีพลง

แต่กระนั้น ความตายกลับไม่ใช่จุดจบ เมื่อโยเนะฟื้นขึ้นมาในโลกแห่งวิญญาณ ความรู้สึกล้มเหลวอันหนักอึ้งได้บดขยี้เขา เพลิงโทสะของเขาลุกโชนเจิดจ้า และชายหนุ่มก็ทุบกำปั้นลงกระแทกพื้นด้วยความกราดเกรี้ยว

เสียงหัวเราะดังสนั่นทะลวงเข้ามาในห้วงความคิดของเขา เมื่อหันไป โยเนะก็พบวิญญาณร่างมนุษย์อันน่าสะพรึงกลัวที่มีดาบสีแดงสดดั่งโลหิตเป็นอาวุธ มันคืออาซาคาน่า นักล่าซึ่งมีพลังมหาศาลและติดตามโยเนะมาเป็นเวลานานจากอีกฟากหนึ่งของเขตผืนม่าน

ยังไม่ทันที่โยเนะจะได้เอ่ยอะไร มันก็โจมตี

เขาเรียกวิญญาณสะท้อนแห่งดาบคู่ของตนมาอยู่ข้างกายได้ทันสกัดการโจมตีนั้นพอดี เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เขาเข้าสู่ศึกแห่งการดวลปะทะที่ฝีมือดาบของเขานั้นเหนือชั้นกว่าผู้ใดทั้งปวง แต่ทว่ากลับแทบไม่อาจต้านทานพลังเวทมนตร์ที่ถาโถมเข้าใส่ได้

ความโกรธเกรี้ยวเข้าครอบงำเขา เกียรติยศและหน้าที่ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาพังทลายจนหมดสิ้น ในเพียงเสี้ยวเดียวของการบันดาลโทสะ โยเนะชิงกระชากแย่งดาบของอาซาคาน่ามาและฟาดร่างของมันขาด

สิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนที่ความมืดครั้งใหม่จะเข้าปกคลุมเขาอีกครั้งคือเสียงหัวเราะดังสนั่นแบบเดิม…

เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โยเนะก็พบว่าเขากลับมาในโลกแห่งวัตถุอีกครั้ง แม้ว่ามันจะเป็นเงามืดของสิ่งที่เคยเป็น เขาพยายามลุกขึ้นยืน โลกแห่งวิญญาณยังคงเป็นภาพสลัวอยู่ในใจ ดาบสีแดงเลือดอยู่ในมือเขา เหนือศีรษะของเขามีหน้ากากชิ้นหนึ่งที่เป็นใบหน้าของอาซาคาน่า เขาถอดมันไม่ออก แต่ในตอนนี้ เขาสามารถมองเห็นอาซาคาน่าอื่นผ่านดวงตาของมัน พวกมันยังไม่ใช่ปีศาจอย่างแท้จริงและพึงใจกับการได้สูบกินความรู้สึกด้านลบอันเลวร้ายก่อนที่ในท้ายที่สุดแล้วจะกลืนกินผู้เป็นเจ้าของร่าง แต่มีความจริงข้อหนึ่งซึ่งโยเนะจะได้ค้นพบในภายหลังว่าหากชื่อของอาซาคาน่าเป็นที่ล่วงรู้เมื่อใด มันอาจกลายสภาพเป็นเพียงแค่หน้ากากที่สิ้นอิทธิฤทธิ์ที่แสดงอารมณ์ของบุคคลออกมาเท่านั้น

แต่โยเนะก็ไม่อาจบอกได้ว่าอาซาคาน่าที่เขาสวมนั้นจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งและกลืนกินเขาหรือไม่ หรือว่าเมื่อใด ในยามมีชีวิต โยเนะเคยสวมหน้ากากของผู้ปกป้อง พี่ชาย และลูกศิษย์มาแสนนานจนมันกลายเป็นตัวตนของเขา แต่ตอนนี้ ในห้วงเวลาแห่งความสงบนิ่ง เขาสาบานได้เลยว่าเขารู้สึกว่าหน้ากากมันขยับไปมาอยู่บนใบหน้าเขา อดีตของตัวเขาเองและความขัดกับยาสุโอะกลับรู้สึกเบาบางลงไปเมื่อเทียบกับภัยใหม่ที่เผชิญในครั้งนี้

โยเนะตามล่าอสุรกายร้ายที่สิงอยู่ภายในด้วยมุ่งหวังที่จะเข้าใจสิ่งที่เขาได้กลายมาเป็น แต่ละชื่อทำให้เขาเข้าใกล้การค้นพบชื่อของอสุรกายที่เสียงหัวเราะของมันนั้นยังคงหลอกหลอนเขาอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งอื่นใดล้วนไร้ความสำคัญ มีแต่เพียงการไล่ล่าความจริงเท่านั้น

แคสซิโอเปีย

แคสซิโอเปียผู้เป็นบุตรสาวคนเล็กของนายพลดูคูโต้ถือกำเนิดในฐานะคุณหนูผู้เพียบพร้อมและมีเอกสิทธิ์พิเศษของสมาชิกตระกูลขุนนางแห่งน็อกซัส นางฉายแววความฉลาดปราดเปรื่องให้ประจักษ์ตั้งแต่เยาว์วัย ในขณะที่คาตาริน่าผู้เป็นพี่สาวเติบโตขึ้นมาโดยได้รับการอบรมใกล้ชิดจากบิดา แคสซิโอเปียกลับมุ่งเจริญรอยตามโซเรียน่าผู้เป็นมารดาของพวกนางแทน

slotxo

หลังจากอัศวินแห่งดินแดนน็อกซัสได้ขยายอาณาเขตไปสู่ชูริม่า นายพลดูคูโต้ได้จัดการย้ายสมาชิกในครอบครัวให้ไปอยู่ใกล้ชิดกับผู้ปกครองเมืองเออร์เซริสซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่ง เมื่อต้องมาอยู่ในเมืองที่ไม่คุ้นเคยและแวดล้อมไปด้วยคนแปลกหน้า แคสซิโอเปียยังคงใกล้ชิดกับมารดาและเรียนรู้วิชาต่างๆ ทั้งการเมืองการปกครอง การทูตรวมถึงกลยุทธ์อำนาจอันแยบคาย แคสซิโอเปียที่เริ่มโตขึ้นจับสังเกตได้ว่าโซเรียน่ามีความกังวลอื่นซ่อนอยู่ในใจที่นอกเหนือจากเรื่องของจักรวรรดิ…

ในวันหนึ่ง เกิดเหตุการณ์ที่แทบคาดไม่ถึงขึ้นในคฤหาสน์ที่พัก โซเรียน่าล้มทรุดเจียนตายจากฤทธิ์ของพิษร้ายที่มือมืดนำมาใส่ไว้ในแปรงหวีผมของนาง นายพลดูคูโต้ซึ่งรู้ทันกลลวงของมือสังหารเป็นอย่างดีตัดสินใจสั่งการให้คนงานทั้งหมดย้ายออกไปเหลือไว้เพียงแต่ภรรยาและลูกสาวทั้งสองไว้ในคฤหาสน์ที่ว่างเปล่าแห่งนี้

แคสซิโอเปียยังไม่พ้นวัยเด็กดีและคอยเฝ้าแม่อยู่ข้างเตียงไม่เคยห่าง โซเรียน่าพักรักษาตัวเป็นเวลานานหลายเดือนและในช่วงเวลาระหว่างนั้น สายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกคู่นี้ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น

เมื่อนายพลถูกเรียกตัวกลับไปที่น็อกซัสเพื่อเตรียมบุกไอโอเนียซึ่งถูกหมายตามานาน เขาพาคาตาริน่าไปด้วยและให้แคสซิโอเปียอยู่ในเมืองเออร์เซริสต่อไป ฝ่ายโซเรียน่าซึ่งดูผ่อนคลายขึ้นได้เผยความลับให้ลูกสาวรู้ว่านางเป็นสมาชิกภาคีลับแห่งหนึ่งซึ่งบางคนเรียกว่า “ภาคีกุหลาบดำ” ภาคีนี้ชักใยอยู่เบื้องหลังการปกครองของจักรวรรดิมายาวนานหลายศตวรรษ และขยายอิทธิพลมาสู่ชูริม่าได้ในที่สุด

ในเมื่อไม่มีสายตาของผู้เป็นสามีคอยจับจ้อง โซเรียน่าจึงเริ่มปฏิบัติภารกิจที่แท้จริงของนางได้สักที

เมื่อเวลาผ่านไป แคสซิโอเปียซึ่งได้รับการอบรมฝึกวิชาจากผู้เป็นมารดาก็เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นหญิงสาวเลอโฉมผู้เปี่ยมไปด้วยไหวพริบปฏิภาณ แต่ทว่านางไม่ใช่คนที่ช่างเห็นอกเห็นใจผู้อื่นนัก สำหรับนาง ทุกคนที่อยู่รอบตัวเป็นเพียงเครื่องมือที่จะถูกหยิบใช้และเมื่อเป้าหมายของนางบรรลุผลแล้วก็ย่อมโดนขว้างทิ้งไปในทันที

แม้จะยังไม่เป็นสาวเต็มตัวดี แต่แคสซิโอเปียก็ได้เป็นสมาชิกของภาคีกุหลาบดำหลังจากพิสูจน์ตนเองด้วยการไล่ล่าสังหารบุคคลที่หมายชีวิตผู้เป็นมารดาของนาง โซเรียน่าเองก็ทึ่งในความว่องไวและประสิทธิภาพของบุตรสาวที่กำจัดหลักฐานหรือสมุนที่ตนเองใช้งานได้หมดจดไม่เหลือร่องรอยทิ้งไว้ ผลงานนี้ทำให้แคสซิโอเปียได้เป็นส่วนหนึ่งของในแผนการขั้นสูงของภาคีสำหรับชูริม่า นางใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอันมั่งคั่งของตระกูลและเดินทางบุกเข้าไปในทะเลทรายอยู่หลายครั้งเพื่อชิงสมบัติจากซากปรักหักพังโบราณโดยมีนักรบรับจ้างชื่อซิเวอร์เป็นผู้ช่วย

แคสซิโอเปียต้องเร่งมือทำภารกิจให้เร็วยิ่งขึ้นเมื่อข่าวจากเมืองหลวงแพร่มาถึงเออร์เซริส โบแรม ดาร์กวิล ผู้เป็นแม่ทัพสูงสุดถูกเจริโก้ สเวนกำจัด และมีตระกูลขุนนางจำนวนมากที่ให้ความชอบธรรมกับการปฏิวัติครั้งนี้…รวมถึงดูคูโต้ด้วย

การทรยศครั้งนี้ของสามีทำให้โซเรียน่าทั้งโมโหชิงชังและเกรงว่าภาคีกุหลาบดำอาจตกอยู่ในอันตราย นางรู้สึกสิ้นหวัง โซเรียน่าจึงตัดสินใจส่งแคสซิโอเปียไปตามหาพลังแห่งเทพเจ้าซึ่งเคยเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ชูริม่าครองความยิ่งใหญ่ได้ในอดีต แคสซิโอเปียให้คำมั่นว่าจะไม่มีวันกลับมาหากทำภารกิจตามล่าอาวุธสำหรับสงครามลับที่กำลังจะอุบัติขึ้นครั้งนี้ไม่สำเร็จ

ภารกิจภายใต้คำสัตย์นี้จะเปลี่ยนนางไปตลอดกาล เมื่อค้นพบสุสานโบราณของเหล่าเทพจุติอันลึกลับ นางรู้ในทันทีว่านี่คือบันไดไปสู่พลังอำนาจที่นางตามหาอยู่ แคสซิโอเปียคิดจะกำจัดทุกคนในคณะเดินทางที่มีส่วนรู้เห็นให้หมดสิ้นไปก่อนจะเดินหน้าคว้าพลังนั้นมาครอง ซิเวอร์ซึ่งทำหน้าที่นำทาง เป็นคนแรกที่จะต้องสังเวยชีวิตให้คมดาบของแคสซิโอเปีย แต่ทว่าผู้พิทักษ์สุสานหินโบราณปรากฏตัวขึ้นมาและฝังเขี้ยวจมลึกลงไปในเนื้อของนาง

แคสซิโอเปียพ่ายแพ้ต่อพิษร้ายอันลึกลับของมันและถูกหามตัวข้ามทะเลทรายกลับไปโดยเหล่าทหารรับจ้าง นางกรีดร้องในขณะร่างของนางแปรเปลี่ยนไปสู่รูปโฉมใหม่ที่แสนน่ากลัวเกินจะเอ่ย…

แคสซิโอเปียขังตัวอยู่ในห้องใต้ดินที่ไม่ได้ใช้งานของคฤหาสน์ในเออร์เซริสและกัดฟันทนความเจ็บปวดที่ไม่อาจบอกใครได้อันเกิดจากการกลายร่างครั้งนี้ บุตรสาวผู้แสนฉลาดและงดงามคนเดิมของโซเรียน่า ดูคูโต้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว เหลือเพียงแต่อมนุษย์ในร่างอสรพิษที่ซุ่มเลื้อยอยู่ใต้เงาพร้อมที่จะพ่นพิษร้ายและมีพลังทำลายหินให้แตกราวกับแก้วได้อย่างง่ายดาย

นางกรีดร้องคร่ำครวญเสียใจกับสิ่งที่ต้องสูญเสียไปในชีวิตอยู่นานหลายสัปดาห์… จนกระทั่งไม่เหลือน้ำตาอีกต่อไป นางฉุดตัวเองขึ้นมาจากห้วงเหวแห่งความสิ้นหวังและตัดสินใจที่จะยอมรับ… หรืออาจจะถึงขั้นยิ้มรับ…ชะตาของตนเอง การกลายสภาพเป็นเทพจุติไม่ใช่สิ่งที่แคสซิโอเปียคาดหวัง แต่นางกลับค้นพบพลังวิเศษของเหล่าเทพเจ้าผู้ล่วงลับของชูริม่าเข้า นางจะใช้มันให้เป็นประโยชน์กับแผนการของภาคีกุหลาบดำตามที่นางและมารดาได้วางแผนไว้ แคสซิโอเปียรู้สึกได้ว่าพลังในตัวนางแกร่งกล้าขึ้นทุกวัน

แต่มันจะพัฒนากลายเป็นสิ่งใดนั้น นางไม่อาจคาดเดาได้

เอลิส

เลดี้เอลิสถือกำเนิดเมื่อหลายร้อยปีก่อนในตระกูลไคเธร่าซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดของน็อกซัส และได้เรียนรู้ศาสตร์แห่งการใช้เล่ห์ความงามบงการผู้อ่อนแอ

เมื่อเข้าสู่วัยสาวสะพรั่ง นางได้คบหากับเบอร์โฮลดต์ ทายาทตระกูลซาวานซึ่งมาติดพันนาง การสมรสของทั้งคู่นั้นมีผู้คัดค้านมากมาย เนื่องจากจะเป็นการทำให้ตระกูลไคเธร่าแข็งแกร่งขึ้นในขณะที่ตระกูลซาวานเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ แต่ทว่าเอลิสได้พยายามอย่างหนักที่จะหว่านเสน่ห์ใส่ว่าที่สามีของนางและชักจูงพวกที่ขัดขานางเพื่อให้การหมั้นหมายลุล่วงดั่งใจ

slotxo

แต่นางหารู้ไม่ว่าการสมรสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองครั้งนี้ถูกวางแผนล่วงหน้ามานานหลายปีโดยกลุ่มบุคคลลึกลับซึ่งทำหน้าที่ชักใยอยู่เบื้องหลังทั่วทั้งจักรวรรดิแห่งนี้ และเบอร์โฮลดต์ ซาวานก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในแผนการที่ใหญ่กว่ามาก แต่ถึงกระนั้น การที่เอลิสมีอำนาจครอบงำเหนือเขาโดยสมบูรณ์ก็เป็นสิ่งที่พลิกผันเกินคาด แม้เขายังคงออกหน้าในฐานะประมุขของบ้านนี้ แต่ก็รู้กันชัดเจนว่าใครคือผู้กุมอำนาจตัวจริง ความขุ่นเคืองของเขาเพิ่มพูนมากขึ้นไปตามกาลเวลา

ในค่ำหนึ่งระหว่างอาหารเย็นที่เต็มไปด้วยความหมางเมินห่างเหินเฉกเช่นปกติ เบอร์โฮลดต์ได้เผยความจริงว่าเขาได้ผสมยาพิษลงไปในเหล้าองุ่นของนาง และสั่งให้เอลิสถอนตัวหลบหน้าจากสังคมและปล่อยให้เขาเป็นผู้กุมบังเหียนครองอำนาจ ด้วยรู้ว่าเขาย่อมเก็บยาถอนพิษไว้ข้างกาย นางจึงสวมบทเป็นภรรยาผู้สำนึกผิดและร่ำไห้อ้อนวอนสามีให้ยอมอภัย ในจังหวะที่เขาดูเหมือนจะหลงคล้อยตามแล้วนั้น นางก็ฉวยคว้ามีดเล่มหนึ่งขึ้นมาและจ้วงแทงลงไปที่หัวใจของเขา

แม้จะได้ยาถอนพิษช่วย แต่เอลิสก็ยังต้องนอนซมบนเตียงนานหลายสัปดาห์… และในช่วงนั้นเองที่หญิงผิวซีดได้มาหานาง

สตรีลึกลับผู้เป็นนายหญิงแห่ง “ภาคีกุหลาบดำ” ได้เล่าถึงสมาคมลับซึ่งเป็นแหล่งถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้และวิชาเวทมนตร์ซึ่งถูกเก็บงำไว้ในเฉพาะหมู่ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ และคนอื่นที่ไม่ได้รับไว้วางใจย่อมไม่มีโอกาสได้รับรู้ ที่จริงแล้ว หญิงผิวซีดไม่ได้สนใจไยดีว่าผู้ที่เป็นนายใหญ่ในแต่ละตระกูลชนชั้นสูงจะเป็นใครตราบเท่าที่บุคคลเหล่านั้นสวามิภักดิ์ต่อนาง แต่เนื่องจากเอลิสได้ปลิดชีพเบอร์โฮลดต์ นางจึงจะต้องพิสูจน์คุณค่าของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ ไม่เช่นนั้นย่อมถูกแทนที่ด้วยบุคคลที่เหมาะสมกว่า

ด้วยเห็นเส้นทางสู่อำนาจอันยิ่งใหญ่ เอลิสจึงชอบใจที่ได้เข้าร่วมสมาคมแห่งนี้เช่นเดียวกับไม่กี่คนก่อนหน้านาง นางพบปะสมาชิกชั้นแนวหน้าของภาคีอยู่บ่อยๆ ใช้อิทธิพลที่มีเพื่อเกื้อกูลกัน และขัดขาคู่แข่งของนางด้วยแผนลับลวงพรางอันซับซ้อนซ่อนเงื่อน เนื่องจากมีความมั่งคั่งของสองตระกูลเป็นเครื่องหนุนหลัง จึงแทบไม่มีใครขวางทางนางได้ อีกทั้งเอลิสยังเก่งกาจช่ำชองในการโน้มน้าวคนอื่นให้ทำตามที่นางต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ

ในที่สุด นางก็ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับของสิ่งหนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อภาคีกุหลาบดำอย่างยิ่งยวด มันคือกะโหลกของขุนศึกโบราณซึ่งเป็นที่รู้จักในนามซาห์น-ยูซัลและลือกันว่าถูกซ่อนไว้ในเกาะแห่งเงาตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว ด้วยปรารถนาที่จะทำให้หญิงผิวซีดโปรดปราน เอลิสจึงว่าจ้างกัปตันเรือผู้มีหนี้สิ้นท่วมตัวและอับจนหนทางคนหนึ่งที่ยินดียอมทำงานพานางและสาวกกลุ่มหนึ่งเดินทางไปเฮเลียซึ่งเป็นนครต้องคำสาป พวกเขาจอดเทียบท่าตรงหาดทรายสีขี้เถ้าและถูกรังควานโดยวิญญาณปีศาจอาฆาตในระหว่างการตามล่าสมบัติที่สาบสูญของพวกเขาซึ่งเป็นความพยายามที่ไร้ผล

แต่เอลิสกลับพบบางสิ่งที่นางไม่คาดคิด

สิ่งมีชีวิตจากโลกอดีตที่ถูกลืมไปแสนนานพำนักอยู่ลึกลงไปในบริเวณไร้แสงสว่างใต้เมืองแห่งนี้ อสุรกายร่างพองใหญ่ที่มีเปลือกแข็งนี้คือ เทพเจ้าแมงมุมไวล์มอว์ มันโผล่ออกมาจากความมืดและขย้ำสวาปามผู้บุกรุกก่อนจะฝังคมเขี้ยวลงไปตรงไหล่ของเอลิส นางทรุดลงพร้อมกรีดร้องโหยหวนและสั่นสะท้านไปทั้งร่างในขณะที่พิษร้ายของมันทำให้ร่างของนางแปรสภาพสู่ความเลวร้าย กระดูกสันหลังของนางสั่นเป็นระลอก ขาแมงมุมงอกมาจากเนื้อกาย

ในที่สุด เอลิสซึ่งเจ็บปวดจนแทบขาดใจจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายนางก็หันไปพบนายใหม่ที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างนาง ในชั่วขณะนั้น ความเข้าใจส่งผ่านระหว่างทั้งสองโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด หญิงสาวรุดกลับไปที่ชายหาดได้โดยไร้ดวงวิญญาณใดมารบกวนระหว่างที่นางเดินทางลัดเลาะไปตามแนวต้นไม้ที่คดเคี้ยว

หลายสัปดาห์หลังจากนั้น เมื่อเรือของนางเดินมาถึงนครหลวงของน็อกซัสในยามดึก เอลิสก็แปลงกายคืนสู่ร่างมนุษย์… แต่ทว่านางคือผู้เดียวที่มีชีวิตรอดบนเรือลำนั้น

แม้จะไม่พบหลักฐานใดเกี่ยวกับกะโหลกของขุนศึกผู้นั้นเลย แต่หญิงผิวซีดก็เล็งเห็นประโยชน์ในพรสวรรค์ใหม่แสนอันตรายที่เอลิสได้รับมา มันคือเครื่องมือที่จะช่วยให้เดินทางไปมาระหว่างน็อกซัสและเกาะแห่งเงาได้อย่างปลอดภัย มีการทำข้อตกลงระหว่างกันว่าภาคีกุหลาบดำจะคอยจัดหาเครื่องสังเวยสำหรับเทพเจ้าแมงมุมให้เอลิสอย่างต่อเนื่อง ส่วนเอลิสจะต้องนำวัตถุโบราณอันทรงพลังที่หาได้จากเกาะมืดมหาภัยแห่งนั้นมาให้เป็นการตอบแทน

เอลิสกลับไปพำนักในคฤหาสน์ที่ถูกทิ้งร้างของตระกูลซาวานอีกครั้งและค่อยๆ สร้างชื่อเสียงด้วยความระมัดระวังในฐานะสตรีมากเสน่ห์เย้ายวนผู้เก็บเนื้อเก็บตัวและยากจะเข้าถึงได้ มีน้อยคนนักที่จะคาดเดาตัวตนที่แท้จริงของนางได้ แต่กระนั้นก็มีข่าวลือที่เติมไข่ใส่สีแพร่สะพัดไปทั่ว เรื่องเล่าขานที่พูดกันเป็นตุเป็นตะเกี่ยวกับความงามดั่งสาวอมตะของนาง รวมถึงสัตว์ร้ายจอมเขมือบอันน่าหวาดกลัวซึ่งว่ากันว่ากบดานอยู่ในปราสาทที่เสื่อมโทรมผุผังฝุ่นหนาของเอลิส

แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี แต่เมื่อใดก็ตามที่เอลิสรู้สึกว่าเทพเจ้าของนางกำลังเรียกหา นางจะกลับไปที่ดินแดนแห่งหมอกทมิฬพร้อมคณะผู้ติดตามที่เคราะห์ร้าย หรือไม่ก็ผู้ที่ถูกเกลี้ยกล่อมความคิดได้โดยง่าย

และผู้ที่ร่วมเดินทางไปกับนางนั้นไม่เคยมีผู้ใดได้กลับมา

เอฟีเลียส

ดวงจันทร์ลอยอยู่เหนือไหล่เขาสูงตระหง่านของภูเขาทาร์กอน แม้อยู่ห่างไกล แต่กลับให้ความรู้สึกใกล้อย่างไม่น่าเชื่อ

เนื่องจากถือกำเนิดในช่วงจันทราบรรจบอันเป็นปรากฏการณ์หายากที่เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์ถูกบดบังด้วยเงาสะท้อนของมันที่อยู่ในโลกแห่งวิญญาณ เอฟีเลียสและเอลูนน้องสาวฝาแฝดของเขา จึงได้รับการยกย่องในหมู่ชาวลัทธิลูนารี่แห่งดินแดนทาร์กอนให้เป็นทายาทแห่งดวงชะตา

slotxo

เด็กทั้งสองรู้ว่าชีวิตของพวกเขาถูกชะตาลิขิตไว้ไม่ต่างจากปรากฏการณ์บนฟ้าที่ปรากฏในช่วงเวลาเกิดของพวกเขา เอฟีเลียสมีพลังกายกล้าแกร่งดั่งดวงจันทร์แห่งศิลา ส่วนเอลูนมีพลังเวทมนต์ที่แกร่งกล้าไม่ต่างจากเงาสะท้อนแห่งวิญญาณของมัน พวกเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมศรัทธาอันแรงกล้าภายใต้ร่มเงาของศรัทธาต่อสิ่งลึกลับ เงาสะท้อน และการค้นพบ พวกเขาโอบรับความมืดไว้ ซึ่งไม่ใช่เพราะความเชื่อที่มี แต่เนื่องด้วยมันเป็นสิ่งเดียวที่ปกป้องพวกเขาให้ปลอดภัยได้

พวกโซลารี่ซึ่งที่ปกครองดินแดนทาร์กอนมองว่าลูนารี่เป็นพวกนอกรีต และขับไล่พวกเขาให้ต้องไปใช้ชีวิตหลบซ่อน จนกระทั่งคนส่วนใหญ่ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเผ่าลูนารี่ยังคงดำรงอยู่ ชาวลูนารี่ถูกทอดทิ้งไว้ใต้เงื้อมเงาและอาศัยอยู่ตามวิหารกับถ้ำที่ห่างไกลจากสายตาของโซลารี่

เอฟีเรียสแบกรับแรงกดดันอันหนักอึ้งจากการถูกคาดหวังให้เป็นบุคคลตัวอย่าง เขาเพียรฝึกซ้อมดาบศิลาจันทราอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยและยอมเสียเลือดระหว่างฝึกซ้อมเพื่อให้สามารถทำให้ผู้อื่นต้องหลั่งเลือดและพิทักษ์ศรัทธาของเขาได้ แม้จะเป็นคนขึงขังแต่เขาก็มีความอ่อนไหวและผูกพันอย่างมากกับน้องสาว เป็นสายใยที่ทดแทนมิตรภาพอื่นๆ

ระหว่างที่เอฟีเลียสถูกส่งตัวไปทำภารกิจพิทักษ์ลูนารี่ที่อันตรายมากขึ้นเรื่อย เอลูนก็ได้ฝึกฝนแยกต่างหากในฐานะจักษุทิพย์เพื่อใช้เวทมนตร์แห่งแสงของนางเผยให้เห็นเส้นทางและความจริงที่ถูกปิดซ่อนไว้ภายใต้แสงจันทร์ ในไม่ช้า นางเองก็ต้องเดินทางออกไปจากวิหารอันเป็นสถานที่ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ของตน

เมื่อไร้เอลูน แรงศรัทธาของเอฟีเลียสก็สั่นคลอน

ด้วยแรงปรารถนาที่จะมีเป้าหมายเป็นที่ยึดเหนี่ยว เอฟีเลียสจึงเข้าร่วมการเดินทางสู่ความมืดซึ่งเชื่อว่าเป็นพิธีที่จะทำให้ชาวลูนารี่ได้ค้นพบเส้นทางของพวกเขา—วิถีโคจรของพวกเขา เอฟีเลียสตามแสงจันทร์ไปที่สระน้ำแห่งหนึ่งซึ่งมีดอกน็อคทัมที่เป็นดอกไม้หายากผลิกลีบบานอยู่ใต้ผิวน้ำ แม้จะมีพิษ แต่ดอกไม้พันธุ์นี้สามารถสกัดเป็นน้ำยาที่มอบพลังแห่งยามราตรีให้เขาได้

เมื่อดื่มน้ำยาน็อคทัมเข้าไป เอฟีเลียสรู้สึกเจ็บปวดเหลือแสนจนกระทั่งร่างของเขาชาไปหมด

หลังจากนั้นไม่นาน วิหารโบราณมารัซ โอเม็กนัมก็เริ่มขยับเคลื่อนจากโลกแห่งวิญญาณเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี เหล่าลูนารี่ที่อาศัยอยู่ตามจุดต่างๆ บนภูเขาพากันออกจากที่หลบซ่อนมารวมตัวกันเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของดุลแห่งอำนาจในขณะที่วัฏจักรแห่งฟากฟ้าบนสรวงสรรค์ขยับเคลื่อนมาประจำตำแหน่งที่เป็นคุณแก่พวกเขา

ป้อมปราการแห่งนี้จะเปิดรับผู้มีพรสวรรค์ทางพลังเวทมนตร์เพียงผู้เดียวเท่านั้นในแต่ละครั้งที่มันปรากฏขึ้น ในครั้งนี้ บุคคลผู้นั้นก็คือเอลูน วิถีโคจรนำพานางไปสู่วิหารแห่งนั้น เอฟีเลียสซึ่งปกติแล้วไม่เรียกร้องอะไร แต่ในครั้งนี้ เขาขอเข้าร่วมเหตุการณ์นี้ด้วย

แต่ในขณะที่ป้อมปราการเลื่อนผ่านม่านที่ส่องประกายเวทมนตร์เรืองรองนั้น แสงที่เจิดจ้ากว่าก็แผ่ปกคลุมความมืดยามราตรี และแล้วพวกลูนารี่ก็ถูกพบตัว แม้ว่าวัฏจักรการโคจรบนฟากฟ้าจะผันเปลี่ยนมาอยู่ในจุดที่เป็นคุณแก่พวกเขา

กองทัพโซลารี่ก็กลับบุกถล่มพวกเขา ทุกสิ่งดูเหมือนจะถูกทำลายจนหมดสิ้น พวกโซลารี่ลบล้างศรัทธาของเหล่าลูนารี่ด้วยไฟและเหล็กกล้า แม้แต่เอฟีเลียสก็อยู่ในสภาพสะบักสะบอม ดาบศิลาจันทราของเขาหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายบนพื้น เลือดทะลักออกจากปากของเขาในขณะที่เขาเอื้อมมือไปหยิบน็อคทัม…

แต่ในขณะที่การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เอลูนได้เดินทางลึกเข้าไปในวิหาร และเมื่อถึงตรงใจกลาง พลังที่แท้จริงของนางก็ได้รับการปลดปล่อย เอฟีเลียสรู้สึกว่าพลังของเอลูนกำลังโอบอุ้มเขาไว้โดยมีน็อคทัมเป็นสื่อกลาง… และเขายังได้ยินเสียงของนางด้วย เอลูนส่งพลังเวทมนตร์มาสู่มือของเขาผ่านเสียงกระซิบ พลังนั้นมาทดแทนดาบของเขาและกลายสภาพเป็นศิลาจันทรา

ทักษะของเอฟีเลียสและเวทมนตร์ของเอลูนมาประสานเข้าด้วยกัน เหมือนดั่งจันทราแห่งศิลาและเงาสะท้อนแห่งวิญญาณของมัน

พวกโซลารี่จะไม่มีชีวิตรอดไปเห็นดวงอาทิตย์อีกครั้ง

ในจังหวะที่พลังของนางปะทุออกมานั้น เอลูนก็ผลักวิหารซึ่งมีนางอยู่ในนั้นให้กลับไปสู่เขตแดนของโลกแห่งวิญญาณซึ่งปลอดภัยจากพวกโซลารี่ ด้วยอำนาจการรวมพลังของวิหารแห่งนี้ เอลูนจึงสามารถส่งเวทมนตร์ของนางไปยังทุกจุดในวิหาร ราวกับพิษที่แล่นไปตามเส้นเลือดของเอฟีเลียส

พวกเขาเพิ่งเข้าใจชะตาของตนเองในตอนนี้เอง เอฟีเลียสจะต้องสละร่างทนความเจ็บปวดเพื่อรับพลังจากดวงจันทร์ที่ส่งผ่านมา ส่วนเอลูนจะต้องใช้ชีวิตตามลำพังอย่างเดียวดายในป้อมปราการของนางเพื่อนำทางพี่ชายและมองผ่านดวงตาของเขา

เมื่ออยู่ร่วมกัน พวกเขาจะเป็นอาวุธที่ลูนารี่ต้องการซึ่งถูกร้อยรัดไว้ด้วยความเจ็บปวดและการเสียสละ พวกเขาจะอยู่ร่วมกันได้เมื่อแยกจากกันเท่านั้น ดวงวิญญาณของพวกเขาจะได้แตะสัมผัสกันผ่านม่านที่กางกั้น แม้ห่างไกล แต่กลับใกล้อย่างเหลือเชื่อ และประสานรวมกันเป็นสิ่งที่พวกเขาเองก็ไม่เข้าใจ

เพื่อปกป้องผู้รอดชีวิตจากการโจมตีที่หนีถอยไปอยู่ใต้เงาแห่งขุนเขา เอฟีเลียสซึ่งได้รับการฝึกฝนในฐานะมือสังหารได้รับพลังเวทมนตร์ที่เอลูนหยิบยื่นให้ ตอนนี้ ดาบของเขาคือคลังแสงแห่งอาวุธแห่งอาคมที่ได้รับการเสริมให้สมบูรณ์แบบโดยเอลูนตลอดระยะเวลาที่พวกเขาทำภารกิจมากมายร่วมกัน

ในสถานการณ์ตอนนี้ที่ดุลอำนาจในทาร์กอนกำลังขยับเปลี่ยนและเหล่าโซลารี่รู้แล้วว่าลูนารี่ยังคงดำรงอยู่ เอฟีเลียสและเอลูนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดกว่าครั้งใดที่ผ่านมา

เซนน่า

การเดินทางของเซนน่าเพื่อเป็นหนึ่งในองครักษ์แห่งแสงนั้น เริ่มต้นด้วยความมืดมิด โดยเริ่มจากหมอกทมิฬ…

เซนน่าต้องเผชิญหน้ากับหมอกทมิฬตั้งแต่เมื่อครั้งวัยเยาว์ เมื่อซากปรักหักพังจากแฮร์โรวิงที่ห่างไกลออกไปได้พัดขึ้นชายฝั่งที่เกาะบ้านเกิดของเธอ หมอกทมิฬที่อยู่ภายในซากปรักหักพังนั้นถูกปลุกขึ้นเมื่อได้สัมผัสกับสิ่งมีชีวิต เซนน่าและหมู่บ้านของเธอรอดพ้นจากพายุวิญญาณที่ติดตามมาได้ ก็เพราะการเข้าแทรกแซงจากองครักษ์ที่อยู่ใกล้ๆ คนหนึ่ง… แต่ผลจากการจู่โจมนี้ ทำให้หมอกทมิฬก็ยังคงติดตามเซนน่าอย่างน่าประหลาดใจ

slotxo

เธอถูกสาป ถูกตีตราโดยหมอกทมิฬ ความสยดสยองของมันคอยตามติดเธอไปตลอดกาล ความมืดมิดถูกดึงดูดเข้าหาเธอเหมือนดั่งแมลงเม่าที่ชอบบินเข้าหาเปลวไฟ เธอไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่มันจะโจมตีอีก—แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ เมื่อมันไม่มาหาเธอ และเซนน่าต้องคอยระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีอะไรแอบซ่อนรอเธออยู่ในเงามืดทุกหนแห่งบ้างหรือไม่

องครักษ์ที่ช่วยเซนน่าไว้ก็คือองครักษ์ที่มีนิสัยแข็งกระด้างแต่มากประสบการณ์นามว่า ยูเรียส เขาก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหมอกทมิฬถึงได้เข้าหาเด็กสาวรักสันโดษผู้นี้—เขารู้แต่เพียงว่าหากเธอต้องการจะมีชีวิตรอด เธอต้องเรียนรู้ที่จะสู้กลับ ดังนั้น เซนน่าจึงเข้าร่วมกับยูเรียสเป็นหนึ่งในองครักษ์แห่งแสง ซึ่งเป็นภาคีศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงเกาะศักดิ์สิทธิ์ ที่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของหมอกทมิฬ เซนน่าได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอเป็นศัตรูที่ร้ายกาจมากของความมืด เธอสามารถใช้ปืนหินโบราณที่ยูเรียสมอบให้ และเรียนรู้ที่จะรวบรวมพลังวิญญาณของเธอให้เป็นลำแสงได้

แต่ถึงแม้ว่าเซนน่าจะเริ่มรู้สึกสบายใจที่จะทำงานร่วมกับยูเรียส และพึ่งพาคำแนะนำห้วนๆ ของเขา แต่เธอก็เรียนรู้ที่จะคอยรักษาระยะห่างกับผู้อื่นเอาไว้อย่างน้อยก็เท่ากับระยะปลายปืน หากเธอยอมให้พวกเขาเข้าใกล้เกินไป พวกเขาก็จะถูกทำร้ายได้เมื่อหมอกทมิฬมาเยือนอีกครั้ง เซนน่าไม่สามารถอยู่ที่ใดที่หนึ่งได้นาน นี่เป็นสิ่งที่เธอกับยูเรียสได้เรียนรู้ หลังจากที่ผู้คนที่ให้ที่พักพิงกับพวกเขาต้องถูกลอบจู่โจมในท้ายที่สุด หลังจากที่แม้แต่ยูเรียสก็ถูกสังหาร เซนน่าก็ไม่แน่ใจอีกเลยว่าเธอจะยอมให้ใครเข้าใกล้ได้อีกหรือไม่

เซนน่าจำใจต้องออกตามหาครอบครัวของยูเรียสในเดมาเซีย เพื่อบอกพวกเขาถึงชะตากรรมของยูเรียส ที่นั่นเอง เธอได้พบกับลูเซี่ยนลูกชายของเขา ผู้ที่ไม่ยอมปล่อยเซนน่าไปจนกว่าเธอจะยอมให้เขาเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยยูเรียส ตั้งแต่แรกเจอ เธอก็รู้สึกสับสนวุ่นวายใจ และสงสัยว่ากำแพงที่เธอตั้งเอาไว้นั้น จะเพียงพอที่กันใครบางคนที่แสนจะดื้อรั้น มีอารมณ์ขัน และมีความรักเต็มเปี่ยมได้หรือไม่ เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างเริ่มชัดเจนว่าลูเซี่ยนนั้นเหมาะที่จะเป็นหนึ่งในองครักษ์ ในฐานะคู่หูของเซนน่า และเซนน่าก็เป็นคู่หูของเขา

ยิ่งทำงานร่วมกันนานเท่าไหร่ ความผูกพันของทั้งคู่ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น และเซนน่าจึงตระหนักได้ว่ากำแพงที่เธอสร้างขึ้นมานั้นไม่ใช่เพื่อกันใครออก แต่เพื่อดูว่าเธอจะยอมให้ใครเข้ามามากกว่า ทว่ายิ่งลูเซี่ยนรักเซนน่ามากเท่าไหร่ ความปรารถนาที่จะช่วยเธอให้พ้นคำสาปก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ไม่ช้าก็เร็ว มันกลายเป็นเพียงสิ่งเดียวสิ่งที่เขามุ่งมั่น แสงสว่างในดวงตาของเขากลับกลายเป็นแสงจากกระบอกปืน—ทำให้เซนน่าเริ่มระแวงว่าลูเซี่ยนจะมองเห็นเพียงความโศกเศร้าทั้งที่มีแต่ความรัก

ในระหว่างที่ตามหาวิธีรักษาอยู่นั่นเองที่เซนน่าและลูเซี่ยนต้องเผชิญหน้ากับเธร็ช วิญญาณร้ายที่โหดเหี้ยมอำมหิต ลูเซี่ยนไม่ยอมถอยกลับ เพราะใกล้จะพบคำตอบของปริศนาเกี่ยวกับการล่มสลายและคำสาปของเซนน่า…

โซ่ของเธร็ชจึงหวดลงมาที่เซนน่า ซึ่งยืนกันอยู่ระหว่างวิญญาณร้ายกับสามีของเธอ สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเคียวก็คือการได้เห็นสีหน้าอันร้าวรานของลูเซี่ยน เซนน่าใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเธอตะโกนบอกลูเซี่ยนให้รีบหนีไป

แต่เมื่อเซนน่าถึงฆาตและรู้ตัวว่าไม่รอดแน่แล้ว เธอจึงได้คิดว่ายังพอจะมีความหวังอยู่บ้าง ตลอดชีวิตของเธอ มีหมอกทมิฬคอยตามหลอกหลอนมาโดยตลอด—เธอไม่จำเป็นต้องกลัวมันอีกแล้ว เธอสามารถอาศัยมันเข้าไปในความมืดของตะเกียงของเธร็ช และดูว่ามีอะไรข้างในนั้นได้

คำสาปของเธอได้กลายเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เธอหลุดพ้นได้

ในขณะที่ลูเซี่ยนใช้เวลาหลายปีเพื่อจะหาหนทางมอบความสงบให้กับผู้เป็นที่รักของเขา เซนน่าเองก็สำรวจคุกปิศาจของเธอ เธอพบว่าชีวิตคือแหล่งกำเนิดของคำสาปของเธอ ประกายชีวิตในตัวเธอสว่างสดใสมากกว่าของคนอื่น—เธอได้รับประกายนั้นมาตั้งแต่เมื่อครั้งแรกที่เธอพบกับซากปรักหักพังที่นำแฮร์โรวิงมา ตอนนั้นเอง เธอถูกสัมผัสโดยวิญญาณใกล้ตายที่มีพลังอำนาจมาก ซึ่งมีพลังชีวิตเหนือธรรมชาติ…

มันคือชีวิต ที่หมอกทมิฬไม่สามารถจะปล่อยไปได้

เธอสามารถใช้พลังนี้เพื่อดึงหมอกทมิฬเข้ามาไว้กับตัว ทำให้เธอสามารถทำลายอำนาจที่ใช้กักขังผู้อื่นในตะเกียงของมันได้ ในบรรดาวิญญาณที่เธอได้ปลดปล่อยนั้น มีเหล่าองครักษ์ที่ครอบครองความรู้ที่สูญหายเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของการล่มสลายรวมอยู่ด้วย รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับคำสาปของเธอ… และความรักที่ก่อมันขึ้นมา

เมื่อลูเซี่ยนเอาปืนที่พังแล้วของเขาทิ่มแทงทะลุเข้าไปในตะเกียง ด้วยความหวังที่จะยุติความทรมานของเหล่าดวงวิญญาณข้างใน เซนน่าจึงรออยู่แล้ว เธอหลบหนีออกมาได้ โดยซ่อนตัวอยู่ในหมอกที่เธอดึงดูดมาจากวิญญาณดวงอื่นๆ เซนน่าได้ตายไปแล้วก็จริง แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งก็ต้องขอบคุณคำสาปของเธอเอง เธอมีอาวุธคือปืนใหญ่โบราณที่สามารถรวบรวมพลังงานทั้งจากความมืดและแสงสว่างได้ โดยหลอมขึ้นมาจากอาวุธต่างๆ ของเหล่าองครักษ์ที่พลีชีพ

เซนน่าไม่จำเป็นต้องวิ่งหนีหมอกทมิฬอีกต่อไปแล้ว เธอเข้าใจความเจ็บปวดของดวงวิญญาณอื่นๆ ภายในนั้นแล้ว แม้จะเจ็บปวดเพียงใด เธอก็เรียกหมอกทมิฬของวิญญาณเหล่านั้นเข้ามาสู่ตัวเอง เป็นการปลดปล่อยพวกเขาทั้งหลาย และทำลายล้างความมืดมิดด้วยความมืดมิด เซนน่าอ้าแขนรับความตายทุกครั้งที่แปลงเป็นวิญญาณ เธอกลายเป็นเหมือนสิ่งที่เธอเคยต่อสู้ด้วย เพียงเพื่อจะเกิดใหม่อีกครั้งด้วยอำนาจของชีวิตที่ครอบงำเธอไว้

แม้ความตายจะไม่สามารถทำอะไรความรักของเซนน่าและลูเซี่ยนได้ แต่ตอนนี้พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับผลของการเกิดใหม่ของเธอ เซนน่ารู้ว่าพวกเธอจะต้องทำอะไรต่อไป นั่นคือการแอบสืบความลับภายในตะเกียง

ตามหาราชาผู้สิ้นหวัง และหยุดยั้งเขาให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม…

เซตต์

แม้ตอนนี้เขาจะเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลในโลกอาชญากรใต้ดินที่กำลังรุ่งเรืองของไอโอเนีย แต่เซตต์ก็มีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย เขาเป็นลูกผสมระหว่างวาสทาญ่าชาวไอโอเนียและมนุษย์ชาวน็อกซัส เด็ก “ครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์” ผู้นี้เป็นเด็กที่ถูกเนรเทศมาตั้งแต่ต้น การเกิดของเขาเป็นสิ่งที่ทำให้ชาววาสทาญ่าในชุมชนของแม่เขารู้สึกตกใจและรังเกียจ คนเหล่านั้นขับไล่ครอบครัวของเขาโทษฐานฝ่าฝืนขนบประจำเผ่า พวกมนุษย์ชาวไอโอเนียเองก็ไม่ยอมรับการสมรสที่ผิดจารีตนี้อีกต่อไป แม้ว่าชื่อเสียงของบิดาของเซตต์ในฐานะยอดนักสู้แห่งสังเวียนประลองของเมืองจะเคยเป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นๆ ไม่กล้าแสดงความคัดค้านใดออกมา

slotxo

ความมั่นคงปลอดภัยอันน้อยนิดที่ครอบครัวของเขาเคยมีกลับหมดสิ้นลงทันใดในวันที่พ่อของเซ็ตต์หายตัวไป จู่ๆ พวกคนที่เคยห้ามใจสงบปากสงบคำไว้เมื่อเห็นหนูน้อยเซตต์ต่างก็เริ่มพ่นคำเหยียดยามออกมาอย่างหมดสิ้นความเกรงใจ เด็กชายงุนงงสับสนเป็นที่สุดและสงสัยว่าบิดาของตนไปอยู่เสียที่ไหน และเหตุใดจู่ๆ ปัญหาก็ดูเหมือนจะติดตามเขาเรื่อยไป

เซตต์เติบโตอย่างรวดเร็วและเริ่มด้านชาต่อการยั่วโมโหและคำขู่ที่เขาทนมา และไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เริ่มใช้หมัดเป็นเครื่องมือหยุดคำเยาะเหยียดเหล่านั้น เมื่อเรื่องต่อสู้ทะเลาะวิวาทล่วงรู้ถึงแม่ของเขา นางก็ให้เขาสาบานว่าจะไม่ย่างกรายเข้าไปใกล้สังเวียนประลองของน็อกซัสซึ่งพ่อของเขาเคยลงต่อสู้อีกต่อไป

ยิ่งต่อสู้มากเท่าไร เซตต์ก็ยิ่งคิดถึงพ่อของเขามากเท่านั้น

แรงปรารถนาที่จะเจอชายผู้ที่เขาจำได้เพียงลางๆ ทำให้เซตต์แอบออกไปที่สังเวียนต่อสู้ในดึกคืนหนึ่งหลังจากที่แม่ของเขาเข้านอนแล้ว ภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกติดตาตรึงใจขึ้นมาในทันใด ทหารน็อกซัสจำนวนมากที่เพิ่งขึ้นฝั่งไอโอเนียมาต่างเปล่งเสียงโห่ร้องกระหายเลือดอยู่บนอัฒจันทร์รอบๆ เขา ที่ด้านล่างตรงกลางสังเวียน นักต่อสู้จากหลากหลายพื้นเพและสาขาวิชาศิลปะการต่อสู้กำลังดวลปะทะกันอย่างดุเดือดด้วยอาวุธหลากประเภท— ผู้ชนะจะได้เงินสกุลน็อกซัสก้อนโตเป็นรางวัล เมื่อการต่อสู้จบลง เซตต์เข้าไปถามเกี่ยวกับพ่อของเขาและได้รู้ความจริงอันปวดใจว่าพ่อของเขาจ่ายเงินแลกกับการยกเลิกสัญญาจ้างของตัวเองก่อนกำหนดและออกตระเวนลงสนามต่อสู้ต่างๆ ในต่างแดนซึ่งได้ค่าตอบแทนงามกว่า เขาทิ้งครอบครัวของตัวเองไปเพื่อแสวงหาความร่ำรวยในอีกฟากหนึ่งของโลก

เซตต์เดือดดาลเป็นที่สุดและไปขอผู้จัดการประลองของสังเวียนแห่งนี้ลงต่อสู้ด้วยความหวังว่าพ่อของเขาจะกลับมาจากการตระเวนต่อสู้และได้กลายมาเป็นคู่แข่งที่ยืนประจันหน้ากับเขาบนสังเวียนในสักวัน ผู้จัดการประลองส่งเซตต์ลงต่อสู้ในรอบถัดไป ด้วยคิดว่าน่าจะเป็นไก่อ่อนที่สอยให้ร่วงได้ง่ายๆ สำหรับพวกนักต่อสู้ดาวเด่นของเขา

เซตต์จะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าคิดผิด

นับตั้งแต่ที่เขาเหวี่ยงหมัดแรกออกไป “ไอ้เด็กลูกผสม” ก็ได้สร้างความฮือฮาขึ้นในวงการต่อสู้ แม้ว่าเซตต์จะไม่ได้เรียนศิลปะการต่อสู้มาเป็นเรื่องเป็นราว แต่ความแข็งแกร่งและความดุดันที่ติดตัวมาก็ทำหน้าที่ทดแทนได้ดีเกินพอ หนำซ้ำเขายังต่อกรได้อย่างสูสีกับคู่ต่อสู้ที่เทคนิคแพรวพราวกว่าด้วยความบ้าดีเดือด เขาไม่เคยละทิ้งความฝันว่าสักวันจะต้องต่อสู้กับพ่อของตัวเอง และในไม่ช้า เขาก็ได้กลายมาเป็น “ราชาแห่งสังเวียน” อย่างไร้ข้อกังขา พร้อมกับการได้ครอบครองเงินรางวัลมากมายและมีรายชื่อคู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้ให้เขาอย่างสะบักสะบอมยาวเป็นหางว่าว

คืนแล้วคืนเล่าที่เซตต์นำเงินทองและสิ่งต่างๆ ที่ช่วยให้ชีวิตสุขสบายขึ้นมาให้แม่ และโกหกเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเขาได้สิ่งเหล่านี้มาได้อย่างไร หัวใจอันแข็งกระด้างของเขาอบอุ่นขึ้นมายามที่ได้เห็นว่าแม่แสนจะภูมิใจกับความสำเร็จของเขา และไม่ต้องหลังขดหลังแข็งทำงานอันต่ำต้อยอีกต่อไป แต่กระนั้น เซตต์ก็รู้สึกว่าเขาน่าจะทำได้มากกว่านี้ การได้เป็นราชาแห่งสังเวียนมันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าได้เป็นเจ้าของสังเวียนเองเลย… นั่นล่ะคือบ่อเงินบ่อทองที่แท้จริง

ในดึกคืนหนึ่ง หลังจากที่ปกป้องตำแหน่งสำเร็จในการต่อสู้ที่มียอดผู้ชมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เซตต์ก็ยื่นข้อเรียกร้องใหม่ให้ผู้จัดการสังเวียนชาวน็อกซัสและลูกสมุน เซตบอกพวกเขาว่าอยากคุมสังเวียนและรายได้ทั้งหมดเอง เมื่อพวกนั้นปฏิเสธ เซตต์ก็กั้นประตูไว้ไม่ให้ออก ไม่กี่นาทีให้หลัง ประตูเปิดออกอีกครั้งพร้อมชาวน็อกซัสกลุ่มนั้นซึ่งโผล่ออกมาในสภาพร่อแร่เลือดกบปากซึ่งบอกให้รู้ว่าชายครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์รายนี้คือเจ้านายคนใหม่

เมื่อเขี่ยพวกผู้จัดการต่อสู้ให้พ้นทางสำเร็จแล้ว เซตต์ก็เข้ามามีอำนาจควบคุมสนามประลองที่เคยเป็นเวทีต่อสู้ของเขา ชาวไอโอเนียซึ่งเริ่มจะคุ้นชินกับภาวะสงครามเมื่อไม่นานมานี้พากันแห่มาที่สนามประลองและยอมจ่ายเพื่อแลกกับสิ่งที่ตอบสนองแรงปรารถนาที่พวกเขาเพิ่งรู้ในตอนนี้เองว่ามีอยู่ในตัว เซตต์ฉวยใช้ประโยชน์จากความกระหายเลือดที่เพิ่งค้นพบของคนเหล่านี้อย่างเต็มที่ และกอบโกยทั้งเงินทองและอำนาจอย่างมหาศาลที่มากเกินความฝันในวัยเด็กของเขาไปหลายขุม โดยเปลี่ยนสังเวียนต่อสู้แห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรใต้ดินแห่งการพนันและอบายมุข

ชายครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ซึ่งมีอำนาจปกครองสูงสุดในสังเวียนแห่งนี้บริหารกิจการผิดกฎหมายของเขาด้วยความแข็งกร้าวเหี้ยมโหด หากมีใครลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจของเขาเมื่อไร เขาจะสั่งสอนด้วยตัวเองให้คนผู้นั้นได้รู้จักที่ทางของตน แต่ละหมัดที่เซตต์ปล่อยออกไปเป็นการชกใส่ชีวิตในอดีตของเขาที่จมอยู่กับความยากจนและการถูกรังเกียจ แล้วเขาก็ตั้งใจที่จะกดชีวิตในอดีตนั้นไว้ให้ไม่มีวันกลับคืนมาได้

วิเอโก้

มีน้อยคนนักที่รู้จักอาณาจักรทางตะวันออกซึ่งอยู่ไกลไปหลายน่านน้ำทะเล ชื่อของมันถูกลืมเลือนไปท่ามกลางซากปรักหักพังซึ่งกระจายประปรายอยู่ตามชายฝั่งของอาณาจักรแห่งนั้น และมีน้อยคนยิ่งกว่านั้นที่รู้จักผู้ปกครองของดินแดนแห่งนั้นซึ่งทั้งอ่อนวัยและโง่เขลา ดวงใจซึ่งถูกความรักครอบงำนำพาความพินาศมาสู่ดินแดนแห่งนี้

slotxo

ตอนนี้ เขาคือมหันตภัยร้ายสำหรับผู้คนทั้งปวง ชื่อของชายผู้นั้นทั้งในอดีตและปัจจุบันคือ วิเอโก้

ด้วยเป็นบุตรชายคนที่สองขององค์ราชาแห่งราชวงศ์ วิเอโก้จึงไม่เคยถูกวางตัวทำหน้าที่ผู้นำ เขามีชีวิตแสนสะดวกสุขที่ส่งผลมีนิสัยรักสบายและนึกถึงแต่ตนเอง แต่ทว่า เมื่อพี่ชายของเขาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน วิเอโก้ซึ่งไม่มีทั้งความสามารถและจิตใจที่จะปกครองดินแดนกลับต้องรับหน้าที่แทนแบบไม่ทันตั้งตัว

เขาไม่ค่อยสนใจไยดีตำแหน่งนี้จนกระทั่งเมื่อวันที่ได้เจอหญิงช่างเย็บผ้าฐานะยากไร้ผู้มีนามว่าอิโซลด์ ราชาหนุ่มหลงใหลในความงามของนางจนถึงขั้นขอนางแต่งงาน และด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองซึ่งเป็นหนึ่งในมหาอำนาจแห่งยุคจึงได้สมรสเคียงคู่กับหญิงสาวชาวบ้าน

ความรักของพวกเขาแสนวิเศษมหัศจรรย์ และวิเอโก้ซึ่งแทบไม่เคยสนใจไยดีผู้ใดอื่นนอกจากตัวเองกลับอุทิศชีวิตให้นางอย่างเต็มที่ ทั้งสองไม่เคยอยู่ห่างจากกัน เขาแทบไม่ยอมไปไหนหากไร้อิโซลด์ อีกทั้งยังโหมประโคมมอบของกำนัลให้องค์ราชินีของเขาตลอดเวลา และน้อยครั้งนักที่จะหันไปสนใจเรื่องอื่นใดในยามที่นางอยู่เคียงใกล้

เหล่าพันธมิตรของวิเอโก้ต่างพากันโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ เนื่องจากไม่อาจดึงเขาให้สนใจราชการบ้านเมือง และประเทศแห่งนี้เริ่มเละเทะวุ่นวายภายใต้การปกครองอันน่ากังขาของเขา บางคนจึงเริ่มลอบวางแผนโค่นล้มราชาองค์ใหม่ของพวกเขาตั้งแต่รัชสมัยของเขายังไม่เริ่มต้น ระหว่างนั้น เหล่าศัตรูของประเทศเขาก็เล็งเห็นโอกาสอันดีที่จะบุกโจมตี และเหล่าอสรพิษร้ายได้เริ่มขยับเลื้อย

และแล้วในวันหนึ่ง คมมีดอาบพิษของมือสังหารก็พุ่งเข้ามาหมายปลิดชีพวิเอโก้ แต่ราชาหนุ่มรับมือปัดป้องไว้ได้ และมีดเล่มนั้นก็พลาดเป้าไปถากโดนอิโซลด์แทน

สารพิษนั้นออกฤทธิ์อย่างรวดเร็วและทำให้ร่างกายของอิโซลด์หมดสิ้นเรี่ยวแรงและทรุดโทรม วิเอโก้ได้แต่มองดูด้วยความหวาดผวาในขณะที่ภรรยาของเขาอาการเลวร้ายลงทุกที เขาทั้งเดือดดาลและสิ้นหวังและทุ่มเทเงินทองในคลังทั้งหมดเพื่อสรรหาหนทางรักษานาง

แต่ทุกสิ่งที่ทำไปกลับสูญเปล่า อิโซลด์สิ้นใจบนเตียงของนาง และวิเอโก้ก็ถูกความกราดเกรี้ยวเข้าครอบงำ

เขาไล่เสาะหายาแก้พิษอย่างบ้าคลั่งไม่ลืมหูลืมตา เนื่องจากไม่อาจทำใจยอมรับการตายของภรรยาได้ เขาจึงทุ่มเทสมบัติทุกชิ้นของอาณาจักรและทรัพย์สินทั้งหมดที่มีไปกับภารกิจกอบกู้นางให้ฟื้นคืนมาเคียงคู่อีกครั้ง ในยามที่ดินแดนเดือดร้อนวุ่นวาย วิเอโก้กลับหลบไปอยู่กับศพของอิโซลด์ บ่มเพาะความเกลียดชังและความอำมหิต

และแล้วในวันหนึ่ง เขาก็ได้ล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับเกาะศักดิ์สิทธิ์ เกี่ยวกับน้ำของเกาะแห่งนั้นซึ่งสามารถรักษาโรคภัยได้ทุกอย่าง เขายกกองทัพอันยิ่งใหญ่บุกโจมตีดินแดนสันติสุขแห่งนั้น ฆ่าล้างทุกรายที่ขวางทางเขาจนกระทั่งรุกเข้าไปถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ลึกเข้าไปบนเกาะได้สำเร็จและนำร่างภรรยาลงอาบแช่น้ำศักดิ์สิทธิ์ นางจะกลับมาหาเขา ความวินาศที่เขาก่อขึ้นจะเป็นเช่นไรก็ช่าง จะต้องสูญเสียอะไรไปก็ช่าง

และในชั่วขณะหนึ่ง นางได้กลับมาหาเขาอีกครั้ง

อิโซลด์ฟื้นขึ้นมาในสภาพวิญญาณสยองแห่งเงามืดและความกราดเกรี้ยว นางทั้งเจ็บปวด เดือดดาลและงุนงงที่ถูกฉุดกระชากขึ้นมาจากความตาย นางดึงดาบวิเศษของวิเอโก้มาและเสียบทะลวงตรงเข้าไปที่หัวใจของเขา เวทมนตร์ของน้ำศักดิ์สิทธิ์และดาบโบราณปะทะกัน พลังของโถงแห่งนั้นก็ระเบิดกระจายทำลายล้างทั่วทั้งเกาะและกักขังทุกสิ่งที่โดนสัมผัสของมันให้ตกอยู่ในสภาพอมนุษย์ที่ทนทุกข์ทรมานและมีสัมปชัญญะรับรู้

ถึงจะเป็นเช่นนี้ แต่วิเอโก้ก็ไม่อาจจดจำสิ่งใดได้เลย ดินแดนของเขาล่มสลายเหลือเพียงซาก ประเทศมหาอำนาจก้าวสู่ความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยหมุนเวียนไป และในไม่ช้า แม้กระทั่งชื่อของเขาก็ถูกลืมเลือน… จนกระทั่งหนึ่งพันปีหลังการตายของเขา วิเอโก้ได้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง และในครั้งนี้ เขาจะไม่พลาด

ดวงจิตของเขาวิปริตผิดเพี้ยนไปด้วยแรงปรารถนาอันเป็นภัยร้ายที่เข้าครอบงำเหมือนเมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิต ความรักที่ไม่คลอนแคลนและแสนวิปลาสของวิเอโก้ขับเคลื่อนทุกการกระทำ ทุกแรงปรารถนาและทุกความอำมหิตของเขา หมอกทมิฬมฤตยูแผ่ไหลอย่างเสรีออกมาจากดวงใจอันแหลกสลายของวิเอโก้และคร่าชีวิตจากทุกสิ่งที่มันสัมผัส เขาใช้หมอกทมิฬเพื่อไล่สำรวจทั่วโลกเสาะหาหนทางที่จะทำให้อิโซลด์กลับมาอยู่เคียงข้างตนอีกครั้ง

ไพร่พลมากมายจะถูกปลิดชีพเมื่อเผชิญเขาและจะฟื้นคืนมาอีกครั้งเพื่อรับใช้เขา ทวีปต่างๆ จะถูกความมืดมนอนธการที่ยังมีชีวิตกลืนกิน และทั้งโลกจะต้องชดใช้ให้กับช่วงเวลาแห่งความสุขที่มันได้ลักพรากไปจากผู้ปกครองแดนโบราณซึ่งถูกพิษรักครอบงำ เขาไม่ยี่หระต่อหายนะที่เขาได้สร้างไว้แต่อย่างใด ขอเพียงแค่ให้ได้เห็นหน้าอิโซลด์อีกครั้งก็พอ

เขาปกครองด้วยการสร้างความหวาดหวั่น

เขามีความรักอันเป็นนิรันดร์

และจนกว่าอิโซลด์จะกลับมาหาเขาอีกครั้ง ผู้คนทั้งปวงต้องพลีศิโรราบต่อราชาผู้สูญสลาย

ลิลเลีย

ในไอโอเนียนั้น เวทมนตร์ถูกถักทอไว้เป็นหนึ่งเดียวกับดินแดน ผืนพงไพรแผ่ไพศาลเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา และต้นไม้มักมีสีสันหลากหลายเช่นเดียวกับใบไม้ต่างๆ ด้วยอานุภาพของสัมผัสมหัศจรรย์ของโลกแห่งวิญญาณ

slotxo

แต่มีป่าแห่งหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ห่างไกลและพึ่งพิงพลังเวทมนตร์ที่แตกต่างออกไป เป็นสวนที่ตรงใจกลางมีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งซึ่งเก็บรวมความฝันของมนุษยชาติไว้ในดอกของมัน

ต้นไม้แห่งความฝันงอกมาจากเมล็ดพันธุ์ของต้นวิลโลว์พระเจ้าซึ่งยืนต้นสูงตระหง่านเหนือป่าโอมิคายาลานอันศักดิ์สิทธิ์ ในตอนที่ต้นวิลโลว์พระเจ้าถูกโค่นลงซึ่งเป็นเรื่องอันแสนเศร้า เมล็ดพันธุ์นี้ได้ปลิวไปหยั่งรากในสถานที่ซึ่งในภายหลังเป็นที่รู้จักในชื่อสวนแห่งการลืม ต้นไม้แห่งความฝันได้รับการบำรุงเลี้ยงโดยไอเวิร์น บิดาเขียวขจีเช่นเดียวกับทายาทของโอมิคายาลานอีกมากมาย มันเติบโตขึ้นและแผ่เวทมนตร์แห่งความปรารถนาของมนุษย์ออกไปในทุกครั้งที่ดอกตูมซึ่งมีความฝันอัดแน่นอยู่ผลิดอกเบ่งบาน

ลิลเลียถือกำเนิดขึ้นในตอนที่ความฝันหนึ่งของต้นไม้แห่งความฝันเองซึ่งถูกกักเก็บไว้ในดอกตูมนั้นร่วงหล่นสู่พื้นดินทั้งที่ยังไม่ทันเบ่งบาน นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ลิลเลียเติบโตขึ้นมาเป็นกวางน้อยผู้แสนเคอะเขินโดยที่ดอกตูมนั้นก็ยังคงอยู่บนศีรษะของนาง ลิลเลียไม่มีเพื่อนอื่นใดนอกจากต้นไม้ผู้ให้กำเนิดและความฝันที่ล่องลอยมาสู่สวนในแต่ละคืน

ลิลเลียช่วยดูแลดอกตูมทั้งหลายและได้เรียนรู้เกี่ยวกับมนุษย์ผ่านดอกตูมเหล่านี้ ด้วยรู้สึกว่าผู้คนและสถานที่ต่างๆ ที่ได้เห็นแต่เพียงผ่านๆ นั้นช่างมีเสน่ห์น่าหลงใหล นางจึงใช้เวลาทุกขณะในยามตื่นอยู่ใกล้ชิดกับอารมณ์และความปรารถนาต่างๆ ที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาหลับตาลง

นอกจากจะห่วงใยดูแลความฝันแล้ว ลิลเลียยังห่วงใยดูแลพวกมนุษย์ด้วย นางเริ่มมองว่ามนุษย์แต่ละรายคือเพื่อนใหม่และสิ่งเดียวที่นางต้องการก็คือโอกาสที่จะได้ทักทายผู้ที่จินตนาการสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ขึ้นมาในสักวัน ลิลเลียต้องการมันอย่างมากจนถึงขั้นที่ความปรารถนาของนางเองไปอยู่ในดอกตูมบนต้นไม้แห่งความฝัน

แต่ทว่าเมื่อลิลเลียได้พบพวกมนุษย์เข้าจริง มันกลับไม่เป็นเหมือนที่จำได้ในความฝันอันคุ้นเคย มันเหมือนการตื่นจากฝันมากกว่า

มีบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกนอกเขตป่าของลิลเลีย สงครามลุกลามราวกับไฟที่แผดเผาทั่วทั้งดินแดน และในไม่ช้า ความฝันที่เดินทางมาสู่สวนแห่งนี้ก็เริ่มลดน้อยลง ต้นไม้แห่งความฝันเริ่มไม่แข็งแรงและมีแผลตะปุ่มตะป่ำที่ทำให้ลำต้นหงิกงอเป็นปมและแผ่ความมืดมิดออกมา

ลิลเลียพยายามสุดความสามารถที่จะดูแลรักษาต้นไม้ผู้เป็นมารดาของนางและความฝันที่ยังหลงเหลืออยู่ในดอกตูมบนต้น แต่ทว่าไม่นานหลังจากนั้น สวนแห่งนี้ก็เริ่มอ่อนแอลงจนกระทั่งความรุนแรงของโลกผ่านเข้ามาได้ ในคืนหนึ่ง มีนักรบหลายรายเข้ามาในป่า พวกเขาไล่ล่าบุคคลผู้หนึ่งมาจนถึงต้นไม้แห่งความฝัน ดาบที่ฟาดพลาดเพียงครั้งเดียวทำให้กิ่งไม้ที่มีความฝันซึ่งยังไม่เป็นจริงของลิลเลียร่วงลงมากระแทกพื้น

ลิลเลียเกิดอาการตื่นกลัวและเสกให้พวกเขาทั้งหมดหลับไป นางตกใจเมื่อได้เห็นว่ามนุษย์ที่นางได้พบนั้นแตกต่างไปจากมนุษย์ที่นางคิดว่าตนเองรู้จัก

พวกเขาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก และดูเหมือนเป็นปมยุ่งเหยิงมากกว่าที่จะเป็นประกายแสง พวกเขาเป็นเหมือนแผลตะปุ่มตะป่ำ…

แต่ในขณะที่พวกนักรบกำลังหลับใหลและลิลเลียกำลังร่ำไห้ ความฝันหนึ่งได้ออกมาจากผู้ที่ถูกพวกนักรบไล่ล่า มันค่อยๆ ลอยอย่างไร้เรี่ยวแรงไปหากิ่งไม้หักที่อยู่บนพื้นและเคลื่อนเข้าไปในดอกตูมบนกิ่งนั้น

ลิลเลียหยิบมันขึ้นมา นางรู้สึกได้ถึงความฝันในนั้น เมื่อนางส่งเสียงกระซิบกระซาบและปลอบโยน มันก็เปล่งแสงสว่างขึ้นมา และลิลเลียเองก็เช่นกัน ดอกตูมบนศีรษะนางคลี่กลีบคลายออก และเวทมนตร์ก็หมุนรายรอบดูดั่งละอองเกสรที่ส่องประกายวับวาว ในตอนนั้นเอง ความเป็นไปได้และความมหัศจรรย์ที่ถาโถมเข้าใส่ส่งผลให้ลิลเลียผลิบาน… จนกระทั่งเมื่อนางจามออกมา พลังเวทมนตร์ก็ลอยไหลไปสู่ผืนป่าโดยรอบ

พวกมนุษย์ทยอยตื่นขึ้นมาทีละคน พวกเขาจำไม่ได้เลยว่าทำไมตนเองถึงมาอยู่ในป่าแห่งนี้หรือว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง ไม่มีใครสังเกตเห็นกวางน้อยขี้อายที่หลบอยู่หลังต้นไม้ ลิลเลียมองดูมนุษย์เหล่านั้นเดินจากไปด้วยความรู้สึกโล่งใจ และแม้ว่าจะยังเห็นปมยุ่งเหยิงชวนงง แต่นางก็รู้แล้วว่าข้างใต้นั้นทั้งหมดยังคงมีประกายแสงอยู่

และหากความฝันของพวกเขาไม่ยอมมาที่ต้นไม้นี้ นางก็คงต้องพาต้นไม้แห่งความฝันไปหาพวกเขาเอง

ลิลเลียหยิบกิ่งไม้ของนางขึ้นมาและเดินทางออกจากสวนไปสู่โลกของพวกมนุษย์ โลกที่นางเคยอยากรู้จักมาตลอด แต่ในตอนนี้กลับเป็นโลกที่ทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งกว่าสิ่งใด มันแตกต่างไปจากที่นางเคยเข้าใจอย่างมาก

ลิลเลียคอยแอบซ่อนกายให้พ้นสายตาผู้อื่น ในตอนนี้นางช่วยให้ความฝันของผู้คนก่อเกิดขึ้นมาโดยกระตุ้นให้พวกเขาเห็นสิ่งที่พวกเขาสามารถเป็นได้และสิ่งที่อาจถูกกักขังไว้ใต้ปมยุ่งเหยิงของพวกเขา การช่วยมนุษย์ให้ทำตามความปรารถนาในห้วงลึกของพวกเขาได้ส่งผลให้ลิลเลียเองก็ทำตามความปรารถนาของตัวเองได้เช่นกัน ดอกตูมบนศีรษะของลิลเลียผลิบานในขณะที่นางอิ่มเอมไปด้วยความรู้สึกยินดีปรีดา

แม้ว่าความมืดอาจจะกำลังคืบคลานสู่ไอโอเนียอีกครั้ง แต่นั่นเป็นเพียงหน้ากาก และเบื้องใต้ของมันก็ยังมีประกายแสงแห่งความหวังอันคุ้นเคย ลิลเลียจะต้องออกไปเผชิญโลกและเสริมความกล้าให้ตนเองเสียก่อนแล้วจึงจะสามารถหวังที่จะคลายแก้ปมตะปุ่มตะป่ำของมันได้