ZOE

โซอี้ได้รับความสนใจจากดินแดนแห่งฟากฟ้าด้วยสาเหตุที่ต่างไปจากวิถีปกติ ซึ่งนี่สอดคล้องกับลักษณะพลังสถิตแห่งทาร์กอนของนาง นางไม่เคยคว้าชัยอันยิ่งใหญ่จากศึกที่ไม่น่ามีโอกาสชนะ หรืออุทิศตนเพื่ออุดมการณ์อันสูงส่ง หรือพิชิตการทดสอบปีนภูเขาทาร์กอน โซอี้กลับเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกสุ่มเลือกมาจากกลุ่มชาวราคอร์

slotxo

เหล่าอาจารย์ทั้งหลายมักพูดว่าโซอี้เป็นเด็กที่เปี่ยมจินตนาการ แต่ดื้อดึง เกียจคร้าน ซุกซนและอยู่ไม่สุข ในวันหนึ่ง นางแอบหนีเรียนวิชาตำราศักดิ์สิทธิ์เพื่อไปทำอะไรที่ “น่าเบื่อน้อยกว่า” และในตอนนั้นเองที่พลังสถิตแห่งสนธยาได้สังเกตเห็นนาง

พลังสถิตแห่งสนธยามองดูเด็กสาวที่สนุกสนานกับการทำท่าล้อเลียนเสียงตวาดอันกราดเกรี้ยวของเหล่านักบวชผู้คงแก่เรียนซึ่งวิ่งไล่จับนางไปทั่วหมู่บ้าน หลังจากวิ่งไล่นานนับชั่วโมง เด็กสาวก็ถูกต้อนจนมุมโดยมีขอบหน้าผาสูงชันอยู่ด้านหลัง ก่อนที่จะเหล่าอาจารย์ทันคว้าตัวนางไว้ได้ เทพจุติได้เสกของหกชิ้นขึ้นตรงหน้านาง ได้แก่ ถุงเหรียญทอง ดาบ ตำราแบบฝึกหัดที่ทำเสร็จแล้ว พรมนั่งสวด เชือกไหม และลูกบอลของเล่น ของห้าชิ้นในนี้สามารถช่วยให้นางหนีไปได้หรือไม่ก็ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้

โซอี้กลับเลือกของชิ้นที่หก

ด้วยไม่สนใจว่าจะหนีพ้นหรือได้รับการให้อภัยหรือไม่ โซอี้คว้าลูกบอลของเล่นมาเตะใส่กำแพงบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่แถวนั้นและร้องเพลงด้วยความเริงร่าในขณะที่ลูกบอลกระเด้งใส่เหล่านักบวชที่ไม่ได้รู้สึกขำแต่อย่างใด

พลังสถิตแห่งสนธยาไม่ได้พบใครที่เริงร่าไม่ยี่หระทั้งที่มีภัยมาจ่อตรงหน้าเช่นนี้มาตั้งแต่ครั้งร่างสถิตก่อนหน้าซึ่งทำหน้าที่ประกาศแจ้งจุดอวสานของมหาสงครามแห่งดาร์คิน ด้วยรู้สึกชอบอกชอบใจกับความสดใสไร้กังวลของโซอี้ พลังสถิตแห่งสนธยาจึงได้เปิดประตูมิติที่ส่องประกายวับวาวสู่ยอดภูเขาทาร์กอนให้โซอี้ และมอบโอกาสให้เด็กสาวได้ชื่นชมจักรวาล นางพุ่งถอยหลังเข้าไปในประตูมิติและรวมร่างกับพลังสถิตในทันใด จากนั้นก็แลบลิ้นใส่เหล่าอาจารย์ที่พากันยืนตะลึงในขณะที่โซอี้หายลับไป

การแปรสภาพในครั้งนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป อันที่จริงแล้ว ถือเป็นรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏในเรื่องเล่าขานหรือตำนานใดของทาร์กอนเลย แต่กระนั้น โซอี้ก็ไม่ได้สนใจจะคิดให้ปวดหัวว่าเหตุใดกฎเกณฑ์ของพลังจุติจึงถูกเปลี่ยนเพื่อนางคนเดียวเท่านั้น อันที่จริงนางไม่เคยสนใจเรื่องกฎเกณฑ์ใดๆ เลยด้วยซ้ำ นางท่องไปในมิติต่างๆ ของความเป็นจริงซึ่งอยู่เหนือขอบเขตความเข้าใจของพวกมนุษย์และสนุกกับการเล่นใช้พลังต่างๆ ที่แทบไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นทั้งก่อนหน้านี้และนับจากนั้นมา

ในขณะที่สำหรับโซอี้นั้น เวลาผันผ่านไปแทบจะยังไม่ถึงหนึ่งปีดี แต่เมื่อนางกลับมาบ้านก็พบว่ากาลเวลาในรูนเทอร์ร่านั้นได้ล่วงเลยไปหลายร้อยปีแล้ว ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาวัยรุ่น นางจึงสงสัยว่าตนเองพลาดสิ่งใดไปบ้างในระหว่างที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ โชคดีที่เด็กสาวสามารถเดินทางข้ามกาลเวลาได้ด้วยการเพียงแค่ตั้งจิตคิด ในบรรดาเหตุการณ์ต่างๆ ที่นางได้พบเห็นนั้นมีทั้งความรุ่งโรจน์และล่มสลายของ มอร์เดไคเซอร์ “วายร้ายชุดเกราะร่างยักษ์” ความพินาศของเกาะศักดิ์สิทธิ์ใน “งานฉลองของปีศาจสยองขวัญ” มหันตภัยจาก “สงครามแห่งศิลาเปล่งประกาย” และการก่อตั้งประเทศใหม่อันน่าหดหู่ใกล้กับ “ป่าไร้หรรษา”

สิ่งหนึ่งที่โซอี้รู้ชัดก็คือนางไม่ได้อยู่ตามลำพัง ในโลกมนุษย์ยังมีพลังสถิตรายอื่นๆ อยู่ด้วย ซึ่งอันที่จริงนั้นมีมากขึ้นยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก มีเพื่อนใหม่ๆ ให้นางได้พบปะมากขึ้น! แต่พวกเขาต่างแสดงอาการไม่สนใจไยดีนางครั้งแล้วรั้งเล่า และดูเหมือนจะง่วนอยู่กับอะไรก็ตามที่พวกเขากำลังทำอยู่ในมิติระหว่างโลกต่างๆ ความสงสัยใคร่รู้ทำให้โซอี้เดินทางไปสู่หมู่ดาว ณ ที่นั่น นางได้พบมังกรแห่งห้วงจักรวาลผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งมีชื่อว่าออเรเลียน โซล

แม้ว่าเขาจะชิงชังนางอย่างเห็นได้ชัดไม่ต่างจากที่ชิงชังทุกคนที่เป็นจำพวกเดียวกับนาง แต่โซอี้ก็กลับไปอยู่ข้างๆ มังกรตัวนี้เสมอและพยายามค้นหาความจริงว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาคับแค้นใจ คำด่าทอที่เกินจริงและเข้าข้างตนเองซึ่งเขาโวยวายออกมานั้นทำให้นางพอจะรู้เลาๆ ว่าพวกพลังสถิตได้เคยหลอกลวงเขาให้สวมมงกุฎต้องคำสาปเพื่อดูดชิงพลังของเขาให้หมดสิ้นไป

โซอี้รู้สึกสงสารเจ้า “สุนัขเฝ้าห้วงอวกาศ” และสาบานว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเขา สำหรับออเรเลียน โซลเองนั้น อย่างน้อยเขาก็เลิกขู่ทำร้ายนางเมื่อเขาได้ชำระความแค้นที่ค้างคามาเป็นเวลานานสมใจในที่สุด

ไม่ว่าความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดระหว่าง โซอี้กับผู้หลอมดวงดาวจะเป็นผลจากอารมณ์ชั่ววูบ ความหวงแหน หรือบทบาทของนางในฐานะจอมป่วนห้วงจักรวาล นั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ได้แน่ชัด

สำหรับเหล่าผู้รอบรู้และผู้วิเศษทั้งหลายแห่งภูเขาทาร์กอนนั้น การที่มีเทพจุติบังเกิดขึ้นใหม่มักจะเป็นโอกาสอันน่ายินดี… แต่ทว่านิสัยเอาแน่เอานอนไม่ได้ของโซอี้ทำให้พวกเขาไม่แน่ใจในเรื่องนี้ เนื่องจากแม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวนางเองนั้นเป็นสัญญาณที่สื่อถึงสิ่งใด สิ่งเดียวที่แน่ชัดก็คือรูนเทอร์ร่ากำลังจะพบการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ซึ่งอาจต้องแลกด้วยหายนะโกลาหล ความพินาศและการนองเลือด

ZILEAN

อิคาเธียคือหนึ่งในดินแดนที่ห่างไกลและแร้นแค้นที่สุด แต่เมื่อก่อนมันไม่ได้เป็นเช่นนี้ อิคาเธียเคยเป็นอาณาจักรอันมั่งคั่งและรุ่มรวยอารยธรรมอันหลากหลายภายใต้การปกครองของแอ็กซามัคผู้ทรงธรรม ราชานักเวทองค์สุดท้ายแห่งยุคโบราณ ในยุคที่จักรวรรดิชูริม่าเรืองอำนาจขยายดินแดนไปทั่วทวีป ข้อเรียกร้องของราชาแอ็กซามัคให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสันติกลับถูกเมินเฉย กองทัพของพระองค์ถูกทำลายด้วยน้ำมือของนักรบเทพแห่งเหล่าเทพจุติ

slotxo

แม้จะอับอายที่พ่ายแพ้ แต่ชาวอิคาเธียจำนวนมากมองว่านี่คือโอกาสแห่งการพัฒนาร่วมกัน พวกเขายอมรับข้อเสนอระบอบการปกครองตนเองภายใต้การกำกับของข้าหลวงและจัดตั้งสภาปกครองที่ประกอบด้วยนักเวท นักปรัชญาและนักกฎหมายผู้เลื่องชื่อเพื่อทำหน้าที่ควบคุมการถ่ายโอนอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน

หลังจากเวลาล่วงเลยไปเกือบเก้าร้อยปีภายใต้การปกครองของจักรวรรดิ ชายหนุ่มชื่อซีเลี่ยนได้เข้าร่วมในสภาปกครอง เขาคือนักเวทพลังธาตุที่มีพรสวรรค์หยั่งรู้ความเป็นจริงแห่งสรรพสิ่งและได้เรียนวิชาจากผู้ยิ่งใหญ่ระดับแนวหน้าแห่งยุค ไม่ว่าจะเป็นยุนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิกซ์ทัล หรือเหล่าโหราจารย์แห่งฟาราจและอีกมากมาย

มีสิ่งหนึ่งในโลกแห่งวัตถุที่บุคคลน้อยรายจะสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ แต่ซีเลี่ยนมุ่งมั่นว่าจะต้องฝึกปรือให้เชี่ยวชาญเพื่อควบคุมมันให้จงได้

เวลา

เวลาคือสิ่งหนึ่งที่ไหลเลื่อนเดินหน้าโดยไม่อาจหยุดยั้ง แม้แต่นักรบเทพเจ้าผู้กล้าแกร่งยังมิอาจต้านทานกระแสผันเปลี่ยนแห่งกาลเวลา… ทั้งที่พวกเขาได้รับการนับถือให้อยู่ในฐานะสูงสุดเหนือผู้ใดทั้งปวงในวัฒนธรรมแห่งชูริม่า

ในฐานะส่วนหนึ่งของสถาบันการเมือง ซีเลี่ยนเริ่มสังเกตเห็นเค้าลางแห่งความไม่พอใจที่คุกรุ่นอยู่ในใจของชาวอิคาเธีย ทั้งที่ดินแดนของพวกเขาคือแหล่งพำนักของวีรบุรุษผู้นำและนักคิดหัวก้าวหน้าจำนวนมากของจักรวรรดิ แต่กลับไม่เคยมีชาวอิคาเธียรายใดได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในเหล่าเทพจุติ สภาปกครองได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อจักรพรรดิในแดนไกลครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมจักรสุริยะโดยไม่มีคำอธิบายใด ดูเหมือนว่าชาวอิคาเธียจะไม่มีวันได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทั้งที่อุตส่าห์ทุ่มเททุกอย่างให้

ซีเลี่ยนรู้สึกขุ่นเคืองใจไม่น้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่การพูดคุยกันอย่างเปิดเผยในกลุ่มคนระดับเขาถึงเรื่องการแยกตัวเป็นเอกเทศก็ทำให้เขากังวลใจ แม้ซีเลี่ยนจะรักและพร้อมปกป้องประเทศชาติเสมอมา แต่การก่อกบฏต่อเหล่าเทพจุติอาจนำพาหายนะมาสู่ประชาชน ด้วยต้องการแก้ปัญหาผ่านวิธีทางการทูต ซีเลี่ยนจึงเดินทางไปเจรจากับคาห์ลีก คัลดูการ์และอิกซ์ทัลซึ่งเป็นดินแดนเพื่อนบ้านในฐานะทูตผู้แทน เขาได้ผูกมิตรกับผู้คนมากมายตลอดเวลาที่ผ่านมาและในวันนี้ได้ร้องขอให้พันธมิตรเหล่านั้นยืนหยัดเคียงข้างอิคาเธีย

เขาได้รับคำตอบดังเดิมทุกครั้ง พวกเขาจะไม่ลุกขึ้นมาท้าทายชูริม่า หากพลเมืองของซีเลี่ยนประสงค์เช่นนั้น ก็คงต้องทำตามลำพัง

เมื่อกลับถึงบ้าน ซีเลี่ยนได้รับรู้ข่าวอันน่าตกใจว่าสภาปกครองตกลงแต่งตั้งราชานักเวทคนใหม่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาเล่าให้ซีเลี่ยนฟังด้วยความตื่นเต้นดีใจว่าได้ค้นพบพลังต้องห้ามแห่งยุคโบราณซึ่งทรงอานุภาพเหลือคณนาและจะนำพาชัยชนะมาสู่อิคาเธียได้อย่างแน่นอน

พวกเขาเล่าเรื่องพลังแห่งเดอะวอยด์ให้ซีเลี่ยนฟัง

เมื่อมองเหล่านักปราชญ์ผู้มีเหตุผลแห่งอิคาเธียเหล่านี้ ซีเลี่ยนเห็นเพียงความบ้าคลั่งที่ฉายโชนอยู่ในแววตาของพวกเขา แม้จะรู้สึกเศร้าใจ แต่ซีเลี่ยนก็อยากให้การปฏิวัติแห่งแดนมาตุภูมิของเขาล้มเหลวมากกว่าที่จะปล่อยให้ความเลวทรามนี้เข้าครอบงำ

และแล้วสิ่งที่ซีเลี่ยนหวาดกลัวมากที่สุดก็กลายมาเป็นความจริง เมื่อลงสู่สนามรบ เดอะวอยด์สำแดงพลังที่เหนือเหล่านักเวทที่พยายามควบคุมพวกเขา และแล้วอิคาเธียก็พบกับความพินาศ

ในระหว่างที่เขาพยายามหนีออกจากเขตเมืองหลวง ผืนดินเกิดแรงสั่นสะเทือน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ พังทลาย ความน่าสะพรึงกลัวที่เลวร้ายเกินกว่าโลกนี้หรือโลกใดจะรับได้ผงาดขึ้นมาจากห้วงลึกใต้พิภพจนทำให้ชาวเมืองต้องพากันหนีตายจ้าละหวั่น

พวกเขาติดกับดักเสียแล้ว ชาวเมืองผู้บริสุทธิ์นับแสนรายคงไม่แคล้วถูกฆ่าตาย ซีเลี่ยนไม่มีหนทางอื่นใดนอกจากพยายามไล่ต้อนชาวเมืองให้ไปหลบภัยอยู่ในหอคอยของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่เขาจะลงมือทำในสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้

เขาเสกย้ายทั้งหอคอยให้เป็นอิสระจากห้วงเวลา

หลังจากใช้พลังจนหมดสิ้น ซีเลี่ยนล้มทรุดลงไปกองบนพื้นที่เย็นเฉียบและมองบรรดาร่างที่ยืนนิ่งเป็นน้ำแข็งรอบตัวเขา เดอะวอยด์ถูกยับยั้ง… แต่ก็เพียงในเขตกำแพงของหอคอยนี้เท่านั้น บริเวณด้านนอกที่เคยเป็นดินแดนอิคาเธียเหลือแต่เพียงความว่างเปล่า

ซีเลี่ยนทุ่มเทเวลาหลายสิบปีให้กับการถอดรหัสไขความลับของกาลเวลา รวมถึงปัจจัยแห่งเหตุและผลที่ตามมา ดูเหมือนว่าจะมีเพียงเขาที่จะสามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้อย่างเสรีภายในขอบเขตของความผิดปกติที่เขาสร้างขึ้น ชาวเมืองปลอดภัยแล้วก็จริง แต่เขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อหมุนย้อนสิ่งที่เขาทำให้กลับไปเป็นดังเดิม การเข้าฌานสมาธิและเครื่องมือลี้ลับที่เขาออกแบบเองทำให้เขาค้นพบสายใยเชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบันที่นำมาสู่ชั่วขณะนี้และได้เรียนรู้ทีละน้อยว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถเดินทางไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบันได้ รวมถึงมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตที่ความพยายามของเขาสัมฤทธิ์ผลแล้ว…

ณ ที่นั่นเอง เขาได้พบสิ่งที่เป็นภัยคุกคามอันแท้จริง… จุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง การย้อนแก้ไขทุกสิ่งอย่างที่รอคอยรูนเทอร์ร่าอยู่

ตอนนี้ ซีเลี่ยนสามารถไปทุกหนทุกแห่งได้อย่างง่ายและเขาก็ทำเช่นนั้น แต่ถึงกระนั้น เขากลับพบผลเสียที่จะตามมาจากการพยายามเปลี่ยนแปลงโลกและการลิขิตชะตาให้ดำเนินไปอย่างเหนือความคาดหมาย ซึ่งก็คือการนำมาซึ่งความขัดแย้งและอันตรายที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมเกือบทุกครั้ง หากเขาสามารถหาหนทางที่จะช่วยปกป้องประชาชนของเขาไว้ได้ ก็อาจจะสามารถปัดเป่าหายนะที่ใหญ่หลวงกว่านั้นให้พ้นไปสำเร็จได้

คำถามประการเดียวก็คือ ในระหว่างหนทางไปสู่เป้าหมายนั้น เขาจะยอมสละสิ่งใดบ้าง?

ZIGGS

Ziggs เติบโตมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการประดิษฐ์ แต่ด้วยนิสัยที่ซุกซน และสมาธิสั้น ทำให้เขามีความแปลกแยก
ดูแตกต่างจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ชาว Yordle เขาปรารถนาที่จะเป็นนักประดิษฐ์อย่าง Heimerdinger เขามักชอบ
พูดถึงโครงการที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และความบ้า ด้วยความล้มเหลวของการระเบิด และการค้นพบที่ไม่เคยมีมาก่อน

slotxo

จากปากต่อปาก เรื่องการทดลองที่ยากจะคาดการณ์ได้ของเขาโด่งดังไปจนถึง Yordle Academy ใน Piltover ทำให้ศาสตราจารย์ที่เขานับถือ
เชิญเขาเข้าไปสาธิตการทดลองให้ดู แต่ด้วยบุคลิกของเขา ซึ่งคนไม่เอาใจใส่ต่อความปลอดภัย จึงทำให้การสาธิตนี้จบลงก่อนกำหนด เมื่อ Ziggs ทำการเดินเครื่องจักรเวทมนตร์ของเขา เครื่องจักรเกิดอาการร้อนเกินไป แล้วเกิดการระเบิดขึ้น ข้าวของกระจัดกระจาย เกิดหลุมขนาดใหญ่ภายในพื้นที่ของสถาบัน ศาสตราจารย์ลุกขึ้นมาปัดฝุ่น ด้วยความโมโห แล้วตะเพิดให้เขาออกจากสถาบันในทันที Ziggs เตรียมตัวกลับเมือง Bandle ด้วยความอับอาย ขณะนั้นเอง ที่กลุ่มสายลับของ Zaunite ลักลอบเข้ามาในสถาบัน และลักพาตัวศาสตราจารย์ไป กองกำลังของ Piltover ได้ทำการติดตามคนร้าย จนไปถึงคุกของกลุ่ม Zaunite แต่ว่าอาวุธทั้งหลายของพวกเขาไม่สามารถที่จะทำลายกำแพงป้อมได้ กลับมาทางด้าน Ziggs เขาเริ่มต้นการทดลองอาวุธแบบใหม่ และตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่า เขาสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ในการกู้ชื่อและช่วยศาสตราจารย์ได้พร้อมกัน

ไม่นานนัก Ziggs ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างระเบิดพลังสูง เขาจึงขนานนามมันว่า ”Hexplosives” เมื่อการเตรียมพร้อมเสร็จสิ้น พร้อมที่จะทำการทดสอบเป็นครั้งแรก Ziggs ออกเดินทางไปยัง Zaun และลอบเข้าไปยังคุกที่คุมขังศาสตราจารย์ไว้ เขาปล่อยระเบิดขนาดยักษ์ไปที่คุก และสังเกตุการระเบิดด้วยความเบิกบานใจ มันทำลายกำแพงป้อมออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เมื่อกลุ่มควันสงบลง Ziggs ตรงดิ่งเข้าไปภายใน และทักทายเหล่ายามด้วยระเบิด เขามุ่งตรงไปยังห้องขัง ระเบิดประตูทิ้ง และพาตัวศาสตราจารย์กลับคืนมาสู่อิสรภาพ ในขณะที่พวกเขากำลังกลับไปที่สถาบัน ศาสตราจารย์มอบยศกิตติมศักดิ์ ให้แก่ Ziggs ว่า – คณบดีแห่งการทำลาย – และเสนอให้เขาไปสาธิตความเฉลียวฉลาดของ Yordle ให้ผู้อื่นได้รับรู้ ซึ่ง Ziggs เองก็ยอมรับข้อเสนอ เขารู้สึกตื่นเต้นมาก เขาสามารถที่จะนำ Hexplosives ของเขา ไปทดสอบแสดงความสุดยอดให้โลก Valoran ได้ประจักษ์

ZED

เบื้องหลังความสงบสุขของ Ionia ยังมีเรื่องเหล่าของผู้คนที่ถูกทิ้งขว้าง สำหรับ Zed เรื่องราวของเขาเริ่มต้นมาจากวันที่เขายังเป็นเด็กหนุ่มที่นั่งหนาวอยู่ตรงบันไดหน้าบ้านของภาคีคินโค

Great Master Kusho รับอุปการะ Zed และเขาก็ค้นพบว่า บ้านของเขาคือที่นี่ ที่ที่ห้อมล้อมไปด้วยกำแพงขโบราณของวิหารนี้เอง เขาทุ่มเทให้กับการศึกษาคำสอนของภาคีคินโคอย่างเคร่งครัด ไม่นานนัก ความสามารถทั้งทางการต่อสู้และการเรียนของเขาก็โดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมรุ่น แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังรู้สึกด้อยกว่าอีกคนหนึ่ง—Shen ลูกชายอาจารย์ของเขา แม้ความรักในวิชานี้ของ Zed จะปรากฏออกมาในทุกเทคนิคที่เขาใช้ แต่เขายังขาดความสมดุลทางอารมณ์แบบ Shen แต่ทั้งสองกลับสนิทกันราวกับเป็นพี่น้อง

slotxo

ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งสองออกเดินทางพร้อมกับอาจารย์ของเขาเพื่อตามหา Golden Demon และเมื่อพวกเขาจับตัว “Demon” ที่น่าหวาดกลัวตัวนี้ได้ ก็พบว่า ร่างที่แท้จริงของมันคือ Khada Jhin ชายธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง Zed ชักดาบออกจากฝัก และเดินตรงไปยังชายคนนั้นอย่างภาคภูมิใจ แต่ Kusho ได้หยุดเขาเอาไว้ โทษของ Jhin คือการคุมขังเท่านั้น

เมื่อกลับมาถึงวิหาร จิตใจของ Zed รู้สึกว้าวุ่นกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผลการเรียนของเขาเริ่มตกลง ภาพความทรงจำที่ได้เห็นซากเหยื่อของ Jhin ตามหลอกหลอนเขา ยิ่งไปกว่านั้น ความตึงเครียดระหว่าง Ionia และ Noxus ยังทำให้เขายิ่งคลุ้มคลั่ง แม้ Shen จะเริ่มเรียนรู้ความไม่เอนเอียงจากพ่อของเขา แต่ Zed กลับปฏิเสธที่จะปล่อยให้อุดมการณ์อันสูงส่งเหล่านี้มาขัดขวางการลงโทษเหล่าคนชั่ว

เขาเดินเข้าไปในสุสานที่ถูกซ่อนอยู่ในวิหาร และที่นั่นเอง เขาได้พบกับกล่องสีดำที่ดูสูงค่า แม้เขาจะรู้ดีว่า มีเพียงอาจารย์เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เปิดมัน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ

เงาดำพุ่งเข้าใส่ Zed มันกัดกินจิตใจที่กำลังโกรธเกรี้ยวของเขา และเปิดวิถีเห็นเวทมนตร์ดำให้ได้เห็น

เมื่อ Zed กลับมายังวิหารด้านนอก เขาได้เผชิญหน้ากับ Great Master Kusho เพื่อขอให้เขาออกคำสั่งโจมตีกองทัพ Noxus ด้วยทุกวิถีทางที่ภาคีมี Kusho ปฏิเสธ และ Zed ได้ละทิ้งภาคีที่เลี้ยงตนเองมาไป

เมื่อไร้ซึ่งข้อกำหนดของคินโคแล้ว เขาได้หล่อหลอมเหล่านักรบขึ้นมาเพื่อต่อกรกับ Noxus ผู้ใดก็ตามที่คิดอาจจะทำลายบ้านเกิดของเขา หรือไม่ระวังตัวเองมากพอ จะถูกฆ่าอย่างไร้ซึ่งปราณี—รวมไปถึงเหล่า Vastaya ที่ความจงรักภักดีเริ่มถูกทำให้สั่นคลอนเช่นกัน Zed ปลุกระดมเหล่าสาวกของเขาให้รักในสงคราม แต่ไม่นานนัก เขาก็ตระหนักได้ว่า พลังของเขาไม่อาจมากพอที่จะทำให้เป้าหมายของเขาเป็นจริงขึ้นมาได้ หากไม่มีกล่องดำกล่องนั้น

เขาเดินทางกลับไปยังภาคีคินโคพร้อมกับกลุ่มสาวก ที่นั่น เขาได้พบกับ Kusho อีกครั้ง ชายชราวางอาวุธไว้แทบเท้า Zed พร่ำขอร้องให้อดีตศิษย์กลับตัวกลับใจ

ไม่นานหลังจากนั้น Zed เดินออกมาจากวิหาร พร้อมกับกล่องดำในมือหนึ่ง—และอีกมือหนึ่ง คือดาบของเขาที่อาบไปด้วยเลือด

ในขณะที่เหล่าคินโคต่างตกใจกับภาพที่เห็น พวกเขาก็ถูกสาวกของ Zed ฆ่าล้างบางเสียสิ้น เขายึดครองวิหาร และก่อตั้ง Order of Shadow เพื่อฝึกปรือเหล่าทหารให้เข้าสู่ทางมืด พวกเขาต่างมีรอยสักแห่งความมืดเป็นสัญลักษณ์บนร่างกาย และเรียนรู้ที่จะต่อสู้พร้อมกับเงาของตนเอง

Zed ใช้ประโยชน์จากสงคราม Noxus ที่กำลังดำเนินอยู่ และความเศร้าโศกที่ชาว Ionia ต่างกำลังเผชิญ เขาได้พบกับ Kayn ทหารวัยเยาว์ของ Noxus ที่มีเพียงสิ่วเป็นอาวุธอยู่ท่ามกลางซากศพใกล้ ๆ กับ Epool River เขารู้ได้ทันทีที่เห็นว่า เด็กหนุ่มคนนี้คืออาวุธที่กำลังรอการขัดเกลา และได้รับเขาเข้ามาเป็นศิษย์ส่วนตัวในทันที เด็กคนนี้มีความมุ่งมั่นที่ไม่สั่นคลอนเหมือนกับเขา Kayn ทำให้ Zed สามารถวาดภาพอนาคตของ Order of Shadow ออกมาได้

แม้เขาจะไม่ได้พูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกับ Shen หรือคินโคที่เหลือที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ทั่วรัฐ แต่พวกเขากลับมีจุดมุ่งหมายเดียวกันหลังสงครามสิ้นสุด Zed รู้ดีว่า สิ่งที่เขาทำลงไปนั้น มันไม่สามารถเรียกคืนมาได้อีกแล้ว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ความสมดุลของ First Lands กำลังถูกทำลาย และมันอาจเป็นอย่างนี้ตลอดไป สำหรับ Zed แล้วนั้น เรื่องของจิตวิญญาณมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย—เขาจะทำทุกทางเพื่อนำชัยชนะมาสู่ Ionia ให้จงได้

ZAC

Zac เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากสารพิษส่วนเกินที่ไหลผ่านรอยต่อเคมีเทคนิคมารวมกันในถ้ำซึ่งแยกเป็นเอกเทศอยู่ในบ่อเก็บของเสียของ Zaun แม้ว่าต้นกำเนิดของ Zac จะไม่ได้ดูยิ่งใหญ่อะไร แต่ Zac ก็เติบโตพัฒนาจากโคลนตมในยุคแรกเริ่มไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดได้ซึ่งอาศัยอยู่ในท่อของเมือง บางครั้งก็จะปรากฏตัวออกมาช่วยผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานของ Zaun ที่พังทลายไปขึ้นมาใหม่

slotxo

กลุ่มเด็กๆ ชาว Zaun พบ Zac เป็นครั้งแรกตอนที่ออกไปขว้างหินบนบ่อเก็บของเสีย แล้วหินบางก้อนถูกขว้างกลับมา ทำให้ “บ่อขว้างของคืน” กลายเป็นที่รู้จักในบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในบ่อเก็บของเสียของ Zaun และในที่สุดก็เป็นที่สนใจแก่คาบาลลึกลับในกลุ่มนักเล่นแร่แปรธาตุทางเทคนิคเคมี ในช่วงที่ชาวบ้านคัดค้าน บรรดานักเล่นแร่แปรธาตุได้สูบของเสียจากบ่อเข้าไปในถัง และนำสารดังกล่าวกลับไปยังห้องทดลองเพื่อดำเนินการทดลอง

เมื่อทำการทดลองด้วยวิธีที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบเทคนิคการเสริมแรงทางลบและทางบวก นักเล่นแร่แปรธาตุก็ค้นพบว่ามวลสารที่จับตัวเป็นก้อนนี้ดูเหมือนว่าจะมีการตอบสนองทางจิต ง่ายๆ เลยก็คือสารนั้นตอบสนองในลักษณะที่สอดคล้องกับสิ่งกระตุ้นใดก็ตามที่พวกเขาใช้กับมัน หากปฏิบัติกับมันอย่างดี สารนี้ก็จะตอบสนองด้วยความยินดี และขี้เล่นเหมือนเด็ก แต่เมื่อทดสอบการตอบสนองต่อความเจ็บและความก้าวร้าว นักเล่นแร่แปรธาตุได้สูญเสียคนงานติดอวัยวะเสริมพลังไปในบ่อเก็บของเสียไปเป็นจำนวนมากในความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมา

นักเล่นแร่แปรธาตุส่วนใหญ่ระบุว่าปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงปฏิกิริยาสะท้อนกลับอย่างง่าย ทว่ามีนักเล่นแร่แปรธาตุอยู่สองคนที่ไม่มั่นใจนัก พวกเขาตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณในการทดลองซึ่งดูเหมือนจะดำเนินการเพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีความดุร้ายกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เมื่อทั้งสองสืบไปเรื่อยๆ พวกเขาก็ค้นพบว่าโครงการดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุนจาก Saito Takeda บารอนเคมีผู้เป็นที่รู้จักกันว่ามีอารมณ์รุนแรง และโด่งดังในเรื่องการก่อเรื่องทะเลาะวิวาทนองเลือดของกลุ่มอันธพาล และสามารถเห็นได้ชัดเลยว่า Takeda พยายามจะพัฒนานักสู้ที่รักษาบาดแผลปางตายได้ และสามารถแทรกซึมเข้าไปในสถานที่ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปได้ และเชื่อฟังทุกคำสั่ง นอกจากนี้ พวกเขายังค้นพบชื่อที่แท้จริงของโครงการนี้ด้วย โครงการนี้มีชื่อว่า นักสู้ไร้รูปร่างที่แน่นอนแห่ง Zaun

ในขณะที่ขบคิดถึงวิธีรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว นักเล่นแร่แปรธาตุผู้ไม่เห็นด้วยทั้งสองคนต่างก็มองเห็นมากกว่าแค่การตอบสนองในลักษณะที่สอดคล้องกับสิ่งกระตุ้นใดก็ตามที่ใช้กับเจ้าเจลเหนียวหนึบ พวกเขาเห็นพฤติกรรมหลายอย่างแสดงออกมาโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งกระตุ้นที่ชัดเจน นั่นคือ พฤติกรรมที่แสดงถึงความรู้สึกนึกคิดอย่างต่อเนื่อง พวกเขาได้รู้จักสิ่งมีชีวิตดังกล่าวในนาม Zac และสรุปว่าสิ่งมีชีวิตตนนั้นแสดงพฤติกรรมแบบสิ่งมีชีวิตที่คิดได้และรู้สึกได้ ทั้งสองนำสิ่งที่ตนค้นพบไปแจ้งแก่ผู้นำทีมวิจัยของพวกเขาซึ่งมีแขนงชิ้นส่วนร่างกายรูปร่างเหมือนกระสวย แต่กลับไม่ได้รับการใส่ใจ

เนื่องจากไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้ตกไป พวกเขาจึงเริ่มพยายามตอบโต้คำสอนที่รุนแรงของสมาชิกอื่นๆ ในทีมอย่างลับๆ ทั้งสองพยายามจะสอนให้ Zac แยกแยะได้ว่า อะไรดี หรืออะไรไม่ดี สอนให้เขาเห็นความไม่เห็นแก่ตัวและมีความใจกว้าง ความพยายามของพวกเขาบังเกิดผล Zac แสดงความเศร้าเสียใจเมื่อมือของนักวิจัยคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ และตอบสนองในแบบที่ไม่ดีเมื่อนักวิจัยอีกคนหนึ่งฆ่าหนูในห้องทดลอง ในที่สุด พวกเขาก็ไม่สามารถทนดูเพื่อนๆ นักเล่นแร่แปรธาตุทำการทดลองที่โหดร้ายกับ Zac ต่อไปได้

คืนหนึ่ง ในช่วงแสดงการรำลึกในวันแห่งความเจริญก้าวหน้าของเมือง Zaun เมื่อห้องทดลองไม่มีใครอยู่ พวกเขาได้ระบาย Zac เข้าไปไว้ในถังบำบัดน้ำเสียติดล้อ แล้วลากไปยังพื้นที่ห่างไกลของ Zaun หลังจากนั้นเมื่อที่การกระทำของทั้งคู่ถูกจับได้ กองทหารราบของบารอนจึงออกค้นหาตัวพวกเขา แต่ทว่า Zaun เป็นเมืองที่ใหญ่มาก จึงทำให้นักวิจัยทั้งสองคนสามารถซ่อนตัวจากคนที่ตามล่าพวกเขาได้ พวกเขาคิดจะปล่อยให้ Zac ออกไปมีอิสรภาพของตนเอง แต่ทว่า Zac ไม่ต้องการถูกปลดปล่อย เพราะตอนนี้ Zac มองว่านักวิจัยทั้งสองคนเป็นครอบครัวของเขา มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ใจดีกับ Zac และ Zac ก็ต้องการเรียนรู้จากพวกเขาเพิ่มเติม อันที่จริงแล้ว พวกเขาพอใจกับการตอบสนองของ Zac มาก เพราะพวกเขาเองก็ชอบ Zac มากเสียจนมองว่า Zac เป็นเสมือนลูกบุญธรรมของพวกเขา

เพื่อจะซ่อนตัวจากพวกทหารของ Takeda พวกเขาแปลงตัวตนและเปลี่ยนโฉมเสียใหม่ แล้วไปพักอาศัยอยู่ในบ้านในเขตพื้นที่ที่ห่างไกลของบ่อเก็บของเสีย ไกลจากสายตาของพวกที่ชอบสอดรู้สอดเห็น ที่นี่ Zac ได้เรียนรู้ที่จะเลียนเสียงของพวกเขา และปรับเปลี่ยนมวลเจลาตินของเขาไปเป็นรูปร่างที่ต้องการเพื่อสร้างเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว Zac ใช้ชีวิตอยู่กับผู้ปกครองบุญธรรมเป็นเวลานานหลายปี เมื่อถึงคราวจำเป็น เขาก็จะไปซ่อนตัวอยู่ในบ่อเก็บของเสียหรือในรอยแยกหินข้างหน้าผา ‘ผู้ปกครอง’ ของ Zac เล่าให้ Zac ฟังเกี่ยวกับโลกที่ Zac อยู่อาศัย รวมถึงเล่าให้ฟังว่าโลกจะสามารถสวยงามและเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ได้อย่างไร พวกเขาแสดงให้ Zac เห็นว่าดวงจันทร์ขึ้นเหนือประตู Sun Gates แสงของรุ้งกินน้ำบนหลังคากระจกสีของหอการค้าแห่ง Zaun อีกทั้งความคับคั่งและงดงามดูมีชีวิตชีวาของใจกลางเมืองที่พวกเขาอยู่อาศัย นอกจากนี้ พวกเขายังอธิบายให้ Zac เข้าใจว่าโลกสามารถโหดร้ายและหยาบกระด้างได้อย่างไร Zac ยังได้เรียนรู้ด้วยว่าบางครั้งผู้คนก็ใจร้ายและไร้ความเมตตาปราณี น่ารังเกียจ และมีอคติ Zac ปฏิเสธไม่แสดงพฤติกรรมดังกล่าว และคอยช่วยเหลือผู้ปกครองของเขาเมื่อช่วยได้ในขณะที่พวกเขาใช้ทักษะของตนเพื่อช่วยเหลือผู้คนโดยไม่ดึงดูดความสนใจจากใครต่อใครมากเกินควร

พวกเขาทำสิ่งที่ตนทำได้เพื่อรักษาผู้ป่วย ซ่อมแซมเครื่องจักรที่พัง หรือมิฉะนั้นก็นำความรู้ด้านเคมีของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ Zac มีความสุข เขาเตร็ดเตร่ไปใน Zaun ผ่านทางโครงข่ายท่อที่ต่อกันไปมาแทบจะไม่มีที่สิ้นสุดและผ่านทางรอยแยกมากมายในชั้นหิน Zac เป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดได้ บางครั้ง สิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมหากมีมากเกินไปก็จะทำให้ประสาทสัมผัสของเขาแปรปรวน และส่งผลให้มีการดูดซับอารมณ์ที่ปรากฏอยู่รอบๆ ตัวเขาในขณะนั้น ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี บ่อยครั้งเขาอดไม่ได้ที่จะต้องช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่และบีบบังคับจากอันธพาลนิสัยไม่ดี เกิดเป็นคำล่ำลือเกี่ยวกับการปรากฏตัวของ Zac แพร่ไปทั่ว Zaun แม้ว่าเรื่องราวที่เล่าขานกันส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เขาค่อยช่วยเหลือผู้อื่น ผู้อื่นก็พากันกล่าวหา Zac ว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์วินาศกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่โรงงานถูกทำลาย หรือการที่เหวน้ำแข็งแยกออกในพื้นที่รอบบ่อเก็บของเสีย

ในที่สุด คำล่ำลือเหล่านี้ก็ไปถึงหูของ Saito Takeda เขาจึงส่งกลุ่มอันธพาลติดอวัยวะเสริมพลังไปนำสิ่งที่เขามองว่าเป็นทรัพย์สินของตนกลับคืนมา ก่อนหน้านี้นักเล่นแร่แปรธาตุของเขาได้พยายามทำซ้ำขั้นตอนที่ให้กำเนิด Zac ขึ้นมาจากหยดของเหลวเหลือทิ้งในถังของ Zac แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ Takeda ต้องการสิ่งมีชีวิตตนนั้นคืน กลุ่มอันธพาลติดอวัยวะเสริมพลังที่เขาส่งไปได้เข้าล้อมบ้านของผู้ปกครองของ Zac และเข้าโจมตีบ้านหลังนั้น พวกเขาก็พยายามตอบโต้กลับไป แต่เนื่องจากพวกเขาเป็นนักวิจัยเคมีเทคนิค พวกเขาจึงไม่มีเครื่องมือลึกลับใดๆ ที่จะใช้ปกป้องพวกเขาได้ ทำให้พวกเขาก็ไม่อาจต่อต้านได้ จนในที่สุดพวกเขาก็ถูกฆ่า ถึงแม้ว่า Takeda จะออกคำสั่งให้จับเป็นก็ตาม

ในระหว่างที่ Zac ได้ออกไปสำรวจช่องว่างใต้ดินใต้เมือง Zaun ในระยะไกล แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความว้าวุ่นใจของผู้ปกครองของเขา Zac จึงรีบเคลื่อนตัวผ่านท่อของเมืองเพื่อกลับไปช่วย แต่ Zac มาถึงช้าเกินกว่าจะช่วยชีวิตพวกเขาได้ ความโกรธแค้นเข้าถาโถมมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นร่างของพวกเขา ซึ่งมันมากล้นยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดที่พวกทหารของบารอนเคยพบเจอ Zac โจมตีพวกเขา เขายืดตัว พุ่งชน และเข้าบดขยี้ด้วยความเกรี้ยวกราด ด้วยความเศร้าโศกและโกรธกริ้ว เขาทำลายที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงไปหลายหลัง เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง พวกอันธพาลติดอวัยวะเสริมพลังทั้งหมดต่างก็ไม่มีชีวิตเหลือรอด

เมื่ออารมณ์ที่รุนแรงจากการต่อสู้จางลงไปจากจิตสำนึกของ Zac ทำให้รู้สึกสำนึกผิดที่ได้ทำลายบ้านเรือนไปเป็นจำนวนมาก และสาบานว่าจะสานต่อสิ่งดีงามที่ผู้ปกครองของเขาได้สร้างเอาไว้ เขาช่วยสร้างบ้านที่ตนได้ทำลายไปขึ้นมาใหม่ แต่ทันทีที่สร้างเสร็จ เขาก็หายตัวเข้าไปในโครงข่ายท่อขนาดใหญ่ของ Zaun

ทำให้ในตอนนี้ Zac ต้องอยู่เพียงลำพัง เขาอาศัยอยู่ในอุโมงค์และถ้ำต่างๆ ที่ทะลุผ่านไปมาใน Zaun และรับรู้อารมณ์ต่างๆ ของชาวเมือง ซึ่งในบางครั้ง เขาก็รู้สึกดีขึ้น แต่บางครั้งมันก็ทำให้เขารู้สึกเศร้า ในขณะที่ซึมซับทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีของเมือง เขากลายเป็นตำนานของเมืองที่ชาว Zaun ต่างก็เล่าขานกัน เขากลายเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่บางครั้งปรากฏตัวออกมาจากรอยแยกของหินหรือส่วนของท่อที่ได้รับความเสียหาย ส่วนใหญ่ก็เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน แต่เมื่อมีปัญหา เมื่ออารมณ์ของชาวเมืองขุ่นมัว การปรากฏตัวของเขาอาจทำให้ชาวเมืองหวาดกลัวได้

YORICK

ผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายของศาสนาที่ถูกลืมไปนานแล้ว Yorick ทั้งได้รับพรและคำสาปแช่งให้มีอำนาจเหนือเหล่าผีดิบ การที่ต้องติดอยู่บน Shadow Isles ทำให้บรรดามิตรสหายของเขามีแต่ซากศพที่เน่าเปื่อย และเหล่าวิญญาณโหยหวนซึ่งเขารวบรวมมาไว้ข้างกาย แม้ว่าการกระทำอันเลวร้ายของ Yorick นั้นจะผิดต่อความปรารถนาอันทรงเกียรติ คือการปลดปล่อยบ้านเกิดจากหายนะครั้งใหญ่

slotxo

แม้ในวัยเยาว์ชีวิตของ Yorick ก็ไม่เคยอยู่อย่างสามัญเลย ด้วยถือกำเนิดที่หมู่บ้านชาวประมง ณ สุดขอบของเกาะ Bless Isles เขาจึงแสวงหาการยอมรับ ขณะที่เด็กอายุเท่ากันเล่นซ่อนหา Yorick กลับเลือกเป็นเพื่อนกับสิ่งอื่น – วิญญาณของผู้วายชนม์

ตอนแรก Yorick หวั่นเกรงความสามารถของตนที่สามารถมองเห็นและได้ยินวิญญาณได้ ทุกครั้งที่มีคนตายในหมู่บ้านชาวประมง Yorick จะนอนตาค้างตลอดคืนเพื่อรอฟังเสียงร้องอันเยียบเย็นของอาคันตุกะหน้าใหม่ เขาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมพวกมันถึงเลือกหลอกหลอนแต่เขา และทำไมพ่อแม่ถึงเชื่อนักหนาว่าพวกผีไม่ใช่อะไรแต่เป็นแค่ฝันร้ายเท่านั้น

ไม่ช้าไม่นาน เขาก็รับรู้ว่าวิญญาณเหล่านั้นไม่ได้มาทำอันตรายเขา พวกเขาแค่กำลังหลงทางและต้องการให้เขาช่วยนำทางไปสู่ภพหน้า เนื่องจากมีเพียง Yorick เท่านั้นที่เห็นวิญญาณได้ เขาจึงรับหน้าที่เป็นผู้นำทาง ช่วยเหลือวิญญาณเหล่านั้นไปสู่ปรโลกอันเป็นนิรันดร์

ช่างเป็นภาระหน้าที่ที่หวานอมขมกลืน Yorick พบว่าตนมีความสุขกับเพื่อนๆที่เป็นผี แต่การนำทางผู้หนึ่งไปสู่ปรโลกหมายถึงการอำลาเพื่อนผองอีกคนเสมอ สำหรับเหล่าวิญญาณ เขาคือพ่อพระผู้มาโปรด แต่สำหรับผู้คนที่มีชีวิต เขาคือคนนอกคอก ชาวบ้านมองเขาเป็นเพียงเด็กน้อยน่ารำคาญที่เอาแต่พูดอยู่กับอากาศธาตุเท่านั้น

ไม่นาน เรื่องญาณวิเศษของ Yorick ก็กระพือไปทั่วหมู่บ้าน และดึงดูดความสนใจจากภาคีสงฆ์เล็กๆกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ ณ ใจกลางของ Bless Isles สังฆทูตเดินทางมายังเกาะของ Yorick ด้วยเชื่อว่าเขาจะสร้างให้กับศรัทธาของภาคีได้

Yorick ตัดสินใจเดินทางสู่อารามของพวกเขา และที่นั่น เขาได้เรียนรู้วิถีแห่ง Brethren of the Dusk และสมบัติล้ำค่าที่แท้จริงของพวกเขา พระทุกองค์จะมีสัญลักษณ์รูปโพธิ์ดำซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนกิจของสงฆ์ คือการประกอบพิธีฝังศพอย่างถูกต้องเพื่อให้แน่ใจว่าวิญญาณจะไม่หลงทางหลังความตาย และพี่น้องทุกคนจะแขวนขวดแก้วซึ่งบรรจุน้ำที่ได้มาจากน้ำพุศักดิ์สิทธิ์บนเกาะ Blessed Isles และ “น้ำตาแห่งชีวิต” หรือ Tears of Life เหล่านี้ แสดงถึงภารกิจของเหล่าสงฆ์ในการเยียวยารักษาชีวิตด้วย

แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไร Yorick ก็ไม่เคยได้รับการยอมรับจากพระองค์อื่นๆเลย สำหรับพวกเขาแล้ว Yorick เป็นเพียงหลักฐานที่จับต้องได้ของสิ่งที่พวกเขาศรัทธา และแท้จริงคือพวกเขาไม่พอใจที่ Yorick ได้พลังมาอย่างง่ายดาย ทั้งที่พวกเขาเพียรพยายามทำความเข้าใจมาตลอดชีวิต การถูกเพิกเฉยจากเหล่าพี่น้อง ทำให้ Yorick พบว่าตนอยู่เดียวดายอีกครั้ง

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สุสาน Yorick ก็เห็นกลุ่มหมอกดำทะมึนกำลังม้วนตัวมาตามพื้นเกาะ Blessed Isles และดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทางมันเข้าไป Yorick พยายามวิ่งหนี แต่กลุ่มควันห่อหุ้มตัวเขาไว้อย่างรวดเร็วและลากเขาสู่เงามืด

รอบกาย Yorick นั้น สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งต่างร้องโหยหวน ร่างกายบิดเบี้ยวด้วยเวทมนตร์โสมมของกลุ่มหมอกดำ มนุษย์ สัตว์ หรือแม้แต่ต้นไม้ ค่อยๆกลายร่างเป็นตัวตนที่อัปลักษณ์ราวกับจะเย้ยหยันร่างกายเดิม แว่วเสียงกระซิบแผ่วเบาท่ามกลางความระส่ำระสาย เหล่าพี่น้องของเขาพยายามกระชากขวดใส่น้ำแห่งการรักษาออกจากคอราวกับว่าสิ่งนั้นแผดเผาพวกเขาอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส ไม่นาน Yorick ก็ได้แต่ยืนมองวิญยาณของเหล่าสงฆ์ถูกกระชากออกจากร่างอย่างประหวั่นพรั่นพรึง ทิ้งซากศพสีซีดที่เย็นชืดไว้เบื้องหลัง…

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอันเงียบงันของเหล่าพี่น้อง มีเพียง Yorick เท่านั้นที่ได้ยินเสียงแว่วมาจากในหมอก

“ถอดมันทิ้งซะ แล้วมาอยู่ด้วยกัน เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเรา”

เขารู้สึกได้ถึงนิ้วของตนเองที่จับขวดแก้วที่คอ Yorick พยายามรวบรวมสติเพื่อรั้งมือตนเองออกจากคอและสั่งให้เหล่าวิญญาณหยุดเสียที หมอกสีดำบิดเบี้ยวราวกับเจ็บปวด และแล้วความมืดก็ครอบงำเขาอีกครั้ง

เมื่อ Yorick ตื่นขึ้นมา ลมก็สงบแล้ว และดินแดนซึ่งครั้งหนึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ บัดนี้กลับกลายเป็นนรกอันน่าสะพรึงกลัวแห่ง Shadow Isles สายรากแห่งหมอกดำคืบคลานเข้ามาหาเขา ด้วยหวังจะกลืนกินชีวิตหนึ่งเดียวที่ยังคงอยู่ เมื่อกลุ่มหมอกล้อมตัวเขาไว้ Yorick เห็นว่ามันผงะถอยจากขวดแก้วที่คอของเขาอย่างรวดเร็ว เขากุมน้ำศักดิ์สิทธิ์ไว้แน่น ด้วยรู้แล้วว่านี่คือสิ่งเดียวที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ได้

วันถัดมา Yorick ออกค้นหาผู้รอดชีวิตไปทั่วเกาะ แต่พบเพียงเศษซากที่บิดเบี้ยวของสิ่งมีชีวิตซึ่งครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เขาก็เห็นแต่วิญญาณที่ลอยออกมาจากซากที่ไร้ชีวิต

ระหว่างที่ออกค้นหา Yorick ได้ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดซึ่งนำมาสู่หายนะครั้งนี้เข้าด้วยกันอย่างช้าๆ กษัตริย์มาเยือนที่นี่เพื่อหวังจะชุบชีวิตให้กับราชินี แต่กลับกลายเป็นว่าได้สาปแช่งเกาะแห่งนี้และทุกชีวิตแทน

Yorick อยากพบ “ราชาผู้สิ้นหวัง” นี้นัก และถอนคำสาปที่พระองค์ปลดปล่อยออกมา แต่เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรงด้วยความตายอันเป็นอนันต์ที่รายล้อมอยู่รอบตัวเขา

ในภาวะที่เกือบจะจมดิ่งลงสู่ความทุกข์ภายในใจ Yorick ได้เริ่มพูดกับเหล่าวิญญาณที่อยู่รอบตัวเขา หวังเพียงหาสิ่งปลอบใจจากพวกมันเหมือนตอนที่เขายังเด็ก ทว่า แท้จริงเขาสนทนาอยู่กับหมอกดำ ซากศพทิ้งสุสาน และเดินมาตามเสียงนำทางของเขา แล้วเขาก็ได้รู้ว่าร่างกายซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยอาศัยแอบอิงได้อยู่ใต้บัญชาของเขาแล้ว

แสงแห่งความหวังส่องประกายเรืองรองจากหัวใจที่สิ้นหวังของเขา เพื่อปลดปล่อยความตายจากเกาะ Shadow Isles นี้ Yorick จำต้องใช้พลังและความแข็งแกร่งของพวกมันเป็นอาวุธ

เพื่อยุติคำสาป เขาถูกบังคับให้ใช้มัน…

YASUO

เมื่อตอนเป็นเด็ก ยาสุโอะมักจะเชื่อสิ่งที่คนอื่นๆ ในหมู่บ้านพูดเกี่ยวกับตัวเขาซึ่งก็คือว่า อย่างดีที่สุดเขาก็เป็นเพียงวิจารณญาณที่ผิดพลาด และอย่างร้ายที่สุดก็คือเขาคือความผิดพลาดที่ไม่อาจแก้ไขได้

เช่นเดียวกับความเจ็บปวดส่วนมาก ในนั้นก็มีความจริงบางอย่างอยู่ แม่ของเขาเป็นหญิงม่ายซึ่งมีลูกชายวัยเด็กอยู่แล้วหนึ่งคนในตอนที่ชายซึ่งจะกลายมาเป็นพ่อของยาสุโอะผ่านเข้ามาในชีวิตของนางราวกับสายลมฤดูใบไม้ร่วง และก็เช่นเดียวกับฤดูแสนเหงานั้น เขาได้จากไปอีกครั้งตั้งแต่ฤดูหนาวของไอโอเนียยังไม่ทันแผ่เข้าปกคลุมครอบครัวเล็กๆ นี้

slotxo

แม้ว่าโยเนะผู้เป็นพี่ชายต่างบิดาของยาสุโอะจะเป็นทุกอย่างที่แตกต่างจากยาสุโอะ ทั้งน่าเคารพ รอบคอบและมีมโนธรรม แต่ทั้งคู่กลับสนิทสนมตัวติดกันชนิดที่แยกจากกันไม่ได้ เมื่อเด็กๆ คนอื่นแกล้งยาสุโอะ โยเนะจะคอยช่วยปกป้องเขาเสมอ แม้ยาสุโอะจะขาดความอดทน แต่เขาก็นิสัยแน่วแน่มุ่งมั่นมาชดเชย เมื่อโยเนะเริ่มฝากตัวเป็นศิษย์ฝึกหัดที่สำนักดาบชื่อดังของหมู่บ้าน เด็กน้อยยาสุโอะก็ตามไปรออยู่ด้านนอกสำนักท่ามกลางสายฝนฤดูมรสุมจนกระทั่งบรรดาอาจารย์ใจอ่อนยอมเปิดประตูให้โอกาสให้เขา

ยาสุโอะแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตามธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความหงุดหงิดให้บรรดาเพื่อนใหม่ร่วมสำนักของเขาเป็นอย่างมาก เขาเป็นศิษย์เพียงคนเดียวที่ซึ่งผู้เฒ่าซูม่ายอดปรมาจารย์แห่งวิชาดาบวายุในตำนานคนสุดท้ายให้ความสนใจ ผู้เฒ่าเล็งเห็นศักยภาพของยาสุโอะ แต่ทว่าลูกศิษย์ผู้หุนหันพลันแล่นกลับปฏิเสธไม่รับการสอนวิชาจากเขาและยังคงนิสัยพยศคะนองดั่งพายุหมุน โยเนะร้องขอน้องชายให้ละทิ้งความหยิ่งทะนงตนและได้มอบเมล็ดต้นเมเปิ้ลซึ่งเป็นบทเรียนขั้นสูงสุดว่าด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนของสำนักให้น้องชายเป็นของขวัญ เช้าวันรุ่งขึ้น ยาสุโอะตกลงยอมรับตำแหน่งศิษย์และผู้คุ้มกันส่วนตัวของผู้เฒ่าซูม่า

เมื่อข่าวเกี่ยวกับการรุกรานของน็อกซัสแพร่มาถึงสำนักดาบแห่งนี้ บางคนก็เกิดแรงบันดาลใจจากการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ที่พลาซิเดียมแห่งนาโวริ และในไม่ช้าหมู่บ้านแห่งนี้ก็ต้องสูญเสียบรรดาผู้ที่มีความสามารถ ยาสุโอะอยากใช้ฝีมือดาบของเขาร่วมรบในศึกครั้งนี้ แต่เขากลับถูกสั่งให้อยู่ที่สำนักและปกป้องเหล่าผู้เฒ่าทั้งที่เพื่อนร่วมสำนักและพี่ชายของเขาเดินทางไปร่วมต่อสู้

การรุกรานครั้งนี้ลุกลามกลายเป็นสงคราม ในคืนหนึ่งซึ่งฝนกระหน่ำ เสียงกลองบอกสัญญาณเคลื่อนทัพของน็อกซัสดังข้ามมาจากอีกหุบเขาหนึ่งในที่สุด ยาสุโอะละทิ้งหน้าที่ของตนด้วยความเชื่ออันโง่เขลาว่าจะสามารถพลิกเปลี่ยนสถานการณ์ได้

แต่เขากลับไม่พบการต่อสู้ใด มีเพียงสุสานใหม่ที่เต็มไปด้วยซากศพของทั้งชาวน็อกซัสและไอโอเนียกลาดเกลื่อน บางสิ่งที่เลวร้ายและผิดธรรมชาติได้เกิดขึ้นที่นี่ บางสิ่งที่ดาบเพียงเล่มเดียวไม่อาจหยุดยั้งได้ ดินแดนแห่งนี้เองก็ดูเหมือนจะมัวหมองแปดเปื้อนมลทินเพราะสิ่งนั้น

หลังจากตั้งสติได้ ยาสุโอะก็กลับไปที่สำนักดาบในวันรุ่งขึ้น แต่เขากลับถูกล้อมโดยเหล่าศิษย์ที่เหลือซึ่งถือดาบพร้อมไว้ในมือ ผู้เฒ่าซูม่าเสียชีวิตแล้ว และยาสุโอะถูกกล่าวหา ไม่ใช่เพียงแค่ว่าละทิ้งหน้าที่เท่านั้น หากแต่ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรด้วย ด้วยตระหนักขึ้นมาในใจว่าฆาตรกรตัวจริงจะลอยนวลไม่ถูกลงทัณฑ์หากเขาไม่รีบลงมือโดยไว ยาสุโอะจึงต่อสู้เพื่อหนีออกมาแม้จะรู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้มีแต่จะยิ่งตอกย้ำว่าเขาทำความผิดจริงตามที่ทุกคนสงสัย

ตอนนี้ เขาได้กลายเป็นผู้ร้ายหนีคดีในไอโอเนียซึ่งถูกแบ่งแยกด้วยสงคราม ยาสุโอะตามหาเบาะแสที่อาจนำพาให้เขาได้พบฆาตกรตัวจริง ตลอดเวลานั้น เขาถูกตามล่าโดยอดีตพันธมิตรและจำต้องต่อสู้เพื่อรักษาชีวิตรอดหรือไม่ก็ต้องตาย นี่คือราคาที่เขาเต็มใจยอมจ่ายเป็นการแลกเปลี่ยน จนกระทั่งเมื่อเขาถูกตามล่าโดยบุคคลที่เขาหวั่นเกรงที่สุด ซึ่งก็คือโยเนะผู้เป็นพี่ชายของเขานั่นเอง

ด้วยเกียรติยศที่ยึดมั่น ทั้งคู่เดินวนรอบกัน เมื่อดาบของพวกเขาปะทะกันในที่สุด พลังเวทวายุของยาสุโอะสามารถกำราบดาบคู่ของโยเนะได้ และด้วยการฟาดดาบเหล็กเพียงครั้งเดียว ชายผู้ถูกเนรเทศก็ฟันร่างพี่ชายตนเอง

เขาอ้อนวอนร้องขอการอภัย แต่คำสุดท้ายก่อนตายของโยเนะกลับเป็นการพูดถึงวิชาวายุซึ่งใช้สังหารผู้เฒ่าซูม่าและบอกว่ามีเพียงน้องชายของเขาเท่านั้นที่จะรู้วิชานี้ได้ จากนั้นเขาก็นิ่งเงียบและจากไปก่อนที่จะทันได้อโหสิกรรมใด

ยาสุโอะผู้ไร้ทั้งอาจารย์และพี่ชายได้ออกเดินทางไปตามดินแดนเทือกเขาด้วยใจที่ไร้ความสงบและดื่มเพื่อลืมความเจ็บปวดอันเกิดจากสงครามและความสูญเสีย เขาคือดาบที่ไร้ปลอกห่อหุ้ม กลางหิมะนั้น เขาได้พบทาลิยาห์ นักเวทศิลาชาวชูริม่าผู้หนีทัพน็อกซัส ยาสุโอะมองเห็นบุคคลที่ไม่น่าจะเป็นศิษย์ได้ในตัวนาง และมองเห็นบุคคลที่ยิ่งไม่น่าจะเป็นอาจารย์ได้ในตัวเขา เขาได้สอนวิถีพลังเวทแห่งธาตุและลมขัดเกลาหินผาให้นาง และในที่สุดตัวเขาเองก็ได้น้อมนำคำสอนของผู้เฒ่าซูม่ามาปฏิบัติ

โลกของพวกเขาเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับจักรพรรดิเทพแห่งชูริม่ากำลังเรืองอำนาจ ยาสุโอะและทาลิยาห์แยกย้ายกันไปตามทางของตน แต่เขาได้มอบเมล็ดต้นเมเปิ้ลที่เป็นดั่งสมบัติล้ำค่าให้นางเป็นของขวัญ ตอนนี้เขาได้เรียนรู้บทเรียนนั้นแล้ว ในขณะที่ทาลิยาห์เดินทางกลับไปที่ดินแดนทะเลทรายบ้านเกิด ยาสุโอะก็มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านของเขาด้วยใจมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความผิดพลาดของตนเองและตามหาฆาตกรตัวจริงที่สังหารอาจารย์ของเขา

ในโถงสภาคณะผู้พิพากษาซึ่งล้อมรอบกำแพงหินได้มีการค้นพบว่าการตายของผู้เฒ่าซูม่านั้นเป็นอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นจากน้ำมือของชาวน็อกซัสผู้ถูกเนรเทศซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อริเว่น และนางก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์นั้น แต่ถึงกระนั้น ยาสุโอะก็ยังไม่อาจอภัยให้ตนเองที่ละทิ้งอาจารย์ไป หรือที่ยิ่งเลวร้ายกว่านั้นก็คือการที่ในท้ายที่สุดแล้ว ทางเลือกนั้นได้นำไปสู่ความตายของโยเนะ

และแล้ว ยาสุโอะได้เดินทางไปเทศกาลวิญญาณผลิบานในเวฮ์’เล แม้จะหวังไว้เพียงน้อยนิดว่าพิธีกรรมเยียวยานี้จะช่วยคลายความหมองใจให้เขาได้ ณ ที่นั่น เขาได้ปะทะต่อสู้กับอสุรกายร้ายที่พยายามจะเขมือบเขา มันคืออาซาคาน่าซึ่งกัดกินความเจ็บปวดและความเสียใจของเขาเป็นอาหาร

แต่ทว่ามีชายสวมหน้ากากคนหนึ่งได้เข้ามาขัดขวางและฟาดฟันอสุรกายตัวนั้นด้วยความกราดเกรี้ยวอันชอบธรรม และยาสุโอะก็ตระหนักความจริงว่าเขารู้จักชายผู้นี้ เขาคือโยเนะนั่นเอง

ด้วยใจคาดไว้อย่างเต็มเปี่ยมว่าพี่ชายจะต้องมาแก้แค้น ยาสุโอะจึงประหลาดใจเมื่อโยเนะปล่อยเขาให้รอดชีวิตไปโดยมีเพียงคำพูดอันขมขื่นเอื้อนเอ่ยออกมา

เนื่องจากแดนปฐมภูมิไม่เหลืออะไรแล้วสำหรับเขา ยาสุโอะจึงเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ แม้เขาจะไม่รู้ว่ามันจะนำพาเขาไปที่ใด ความรู้สึกผิดของเขาคือสิ่งเดียวที่ถ่วงรั้งสายลมเสรีนี้ไว้

XIN ZHAO

ร่ำลือกันว่าเขาไม่เคยพ่ายแพ้ในการดวลแบบหนึ่งต่อหนึ่งเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซินเฉาใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเขาไปกับการต่อสู้กับคู่ฝีมือที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ บางส่วนจากเศษเสี้ยวที่เก่าแก่ที่สุดในความทรงจำของเขานั้นเป็นเรื่องของวิสเซโร เรือประมงสัญชาติไอโอเนียจากชายฝั่งแห่งเร็คคอนที่เขาเคยทำงานอยู่ ในฐานะเด็กฝึกงานบนเรือผู้ขยันขันแข็ง เขาน้อมรับคำสั่งทุกประการของเหล่าผู้อาวุโสโดยไม่มีบกพร่อง—ตั้งแต่เรื่องทำความสะอาดดาดฟ้าเรือที่เต็มไปด้วยคราบเปรอะเปื้อนไปจนถึงการแก้ไขตาข่ายที่กำลังพันกันยุ่งเหยิง—เด็กชายรื่นรมย์ไปกับความสงบสุขในช่วงเวลานั้นจริง ๆ… จนกระทั่งวันที่พวกเขาพลั้งเผลอล่วงล้ำลึกเข้าไปในน่านน้ำของดินแดนอื่นเข้านั่นแหละ

slotxo

เรือสลัดหลวงจากน็อกซัสคู่หนึ่งไล่ตามจับกุมเรือเล็กของพวกเขาได้สำเร็จ ผู้บัญชาการของเรือดังกล่าวร่ายสรรเสริญเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิพวกเขาทันทีที่ก้าวขึ้นมาบนเรือประมง ก่อนจะอ้างสิทธิในวิสเซโรและเหล่าลูกเรือของมันว่าได้ตกเป็นทรัพย์สมบัติของเขาโดยชอบธรรมแล้ว พวกลูกเรือส่วนใหญ่เป็นชาวประมงสูงวัย ไม่เหมาะสำหรับงานด้านการทหารสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังต้องถูกนำตัวกลับไปยังเขตแดนของน็อกซัสอยู่ดี

หลังจากอดทนผ่านการเดินทางอันยากลำบากเพื่อข้ามผ่านพื้นที่ทะเลเปิดมาได้สำเร็จ ซินเฉาก็ได้พบว่าตัวเองถูกพามาอยู่ในดินแดนใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สถานที่แห่งนี้ไม่มีความงดงามอันแสนประณีตในผืนน้ำ ไม่มีเวทมนตร์ในต้นไม้ใบหญ้า มีเพียงซุ้มประตูใหญ่โตมหึมาและแนวกำแพงป้อมปราการหินแบบที่เขาไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อนเรียงรายไปตลอดบนท้องถนน และผู้คนกับคับคั่งแออัดกันอยู่ในทั่วทุกตารางนิ้ว เขาได้พบว่าสถานที่แห่งนี้คือนครหลวงแห่งน็อกซัส และเป็นที่นี่เองซึ่งบุรุษผู้เป็นที่รู้จักกันในนาม “เจตจำนงค์มืด” ปกครองดินแดนอันไพศาลของจักรวรรดิอยู่ เมื่อถูกแยกออกจากพวกลูกเรือวิสเซโรคนอื่น ๆ และหมดหวังที่จะได้กลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว ซินเฉาก็ได้เข้าไปทำงานรับใช้ชายผู้ที่จับเขามาเป็นนักโทษนับตั้งแต่นั้น

ดูเหมือนว่าทักษะในการใช้หอกของเขาจะไม่ได้ถูกมองข้ามไปเฉย ๆ ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้รับโอกาสถึงการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น—พร้อมด้วยอาหารแบบที่เสิร์ฟมาในถาด—เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับความสามารถในศิลปะการต่อสู้ของเขา น็อกซัสนั้นเชิดชูผู้ที่เข้มแข็ง และผู้อุปถัมภ์ของเขาก็ลงความเห็นว่าซินเฉานั้นเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยม

เมื่อไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ชายหนุ่มจึงยอมรับข้อเสนอ เขาทิ้งเสื้อผ้าเก่า ๆ ของตัวเองไปเพื่อรับเอาชุดเกราะหยาบ ๆ มาสวมใส่ และก้าวเข้าสู่สังเวียนของนักสู้มืออาชีพ

อันที่จริงแล้ว นี่ช่างเป็นรูปแบบความบันเทิงที่ประหลาดแท้ นับรบผู้ห้าวหาญผู้เป็นที่รู้จักในนามที่ซึ่งห้าวหาญยิ่งกว่า ต่างดาหน้าเข้าห้ำหั่นกันภายใต้สายตาของฝูงชนผู้หิวกระหาย ซึ่งมักจะส่งเสียงร้องเชียร์ให้แก่ทักษะอันโดดเด่นและความตระการตาบนเวทีประลองเช่นกันกับที่พวกเขามักจะทำเมื่อเห็นโลหิตสาดกระจาย ซินเฉาภายใต้นาม “วิสเซโร” ได้ถูกส่งทะยานขึ้นสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานทุกนัดการแข่งขันของเขาก็ทำให้ที่นั่งในอารีน่าแน่นขนัด… เช่นเดียวกับเม็ดเงินที่แน่นขนัดอยู่ในกระเป๋าของผู้สนับสนุนเขาด้วย เพียงแค่ช่วงสองสามปีสั้น ๆ วิสเซโรก็ได้กลายเป็นนามที่ถูกยกย่อง—นามที่เหล่าผู้ชมพากันหลงใหล และเหล่านักสู้มืออาชีพคนอื่นต้องยำเกรง

แต่ว่าโชคดีนี้ก็หาได้คงอยู่ยาวนานนัก

ไกลออกไปจากแวดวงการต่อสู้อันน่าดึงดูดของเหล่ามืออาชีพนั้น จักรวรรดิกำลังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่ เมื่ออริประเทศเริ่มรุกรานเข้ามายังอาณาเขตของพวกเขา ปลุกระดมให้เกิดการกบฏขึ้นตลอดแนวชายแดนของน็อกซัส มีข่าวลือว่าเจตจำนงมืดกับเหล่าที่ปรึกษาของเขาได้เสนอผลตอบแทนเป็นทองคำให้แก่บรรดาผู้ที่ครอบครองพวกทหารรับจ้าง นักโทษ หรือนักสู้มืออาชีพทั้งหลาย สำหรับการปล่อยตัวพวกคนในปกครองออกมาเพื่อเกณฑ์เป็นทหารสำหรับรับมือกับศึกที่จักรวรรดิกำลังเผชิญอยู่ และด้วยการจับไม้จับมือกับผลตอบแทนอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ซินเฉากับพวกเพื่อน ๆ ของเขาก็ถูกขายออกไป และถูกพาลงเรือโดยสารมุ่งหน้าไปทางตะวันตกทันที

ณ สถานที่แห่งนี้ ป้อมปราการชายฝั่งแห่งคาลสตีด แม้แต่นามและชื่อเสียงของนักสู้มืออาชีพที่โด่งดังที่สุดก็มีค่าเพียงน้อยนิดเท่านั้น พวกเขาถูกม้วนเข้าสู่สมรภูมิและต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังระดับหัวกะทิของราชาจาร์วานที่สามแห่งเดมาเซีย ผู้ซึ่งตัดสินพระทัยแน่วแน่ว่าจะสกัดกั้นอิทธิพลของน็อกซัสในดินแดนวาโลแรนเอาไว้เท่านี้… และซินเฉาก็ได้เรียนรู้ตอนนั้นเองว่าสงครามจริงช่างแตกต่างกับการดวลในสนามประลองอย่างสิ้นเชิง

ในขณะที่พวกอดีตนักสู้มืออาชีพส่วนใหญ่ละทิ้งสนามรบไปเมื่อเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้อันไม่อาจหลีกเลี่ยง ซินเฉากลับยังคงยืนหยัด อาบย้อมคมหอกของเขาด้วยโลหิตของข้าศึกนับร้อย จนกระทั่งเมื่อกองกำลังแนวหน้าหัวใจสิงห์ของราชา—ซึ่งบางส่วนในกลุ่มนี้แอบชื่นชมในฝีมือของเขาอยู่เงียบ ๆ ด้วย—ล้อมเขาเอาไว้ได้ในที่สุด ซินเฉาก็ยังคงปฏิเสธที่จะวิ่งหนี เขายืนหยัดด้วยความทระนง พร้อมรับการลงดาบที่จะมาปลิดชีพตนเองอย่างเต็มใจ

อย่างไรก็ตาม ราชาจาร์วานทรงมองเรื่องนี้ต่างกันออกไป ไม่เหมือนกับพวกฝูงชนในลานประลอง ราชาแห่งเดมาเซียไม่ทรงเห็นความสำราญอันใดจากการเข่นฆ่าที่ไร้ความหมาย พระองค์มอบอิสรภาพให้แก่เหล่าทหารของน็อกซัสผู้พ่ายแพ้ ตราบเท่าที่พวกเขาสาบานว่าจะปล่อยคาลสตีดไปแต่โดยดี ความเมตตานี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ซินเฉามาก เขาได้แต่หวนนึกถึงสิ่งที่รออยู่เบื้องหลังในน็อกซัส เขาอาจสามารถหวนย้อนกลับไปสู่สังคมที่ซึ่งชีวิตของเขามีความหมายน้อยกว่าทองที่เขาสามารถหามาให้แก่ผู้อุปถุมป์ได้… หรือเขาอาจสามารถต่อสู้เพื่อบุคคลอันเป็นศูนย์รวมแห่งคุณธรรมที่เขาเองใฝ่ฝัน

ด้วยเกียรติยศที่ร่ำร้อง เขาได้คุกเข่าลงต่อหน้าจาร์วานที่สามและถวายตัวเองเพื่อเป็นข้ารับใช้ของราชาต่อไป

นับทศวรรษตั้งแต่นั้นมาซินเฉาได้พิสูจน์ความจงรักภักดีของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ในฐานะมหาดเล็กองครักษ์แห่งราชวงศ์ เขาไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ในฐานะของผู้คุ้มกันส่วนตัวและที่ปรึกษาให้แก่สหายและอาจารย์ของเขาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมหน้าที่นั้นให้แก่บุตรชายขององค์ราชา—เจ้าชายหนุ่มจาร์วานผู้ซึ่งจะต้องรับสืบทอดมงกุฎนี้ต่อไปในภายหน้า เส้นทางของซินเฉาในการเป็นส่วนหนึ่งของเดมาเซียนั้นอาจดูไม่ปกติเท่าไหร่นัก แต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยทวงถามตัวเองถึงความทุ่มเทที่มีให้แก่อาณาจักรและอุดมคติของมันแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่มาจากความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่แต่อย่างใด แม้เขาจะสำนึกถึงสิ่งนั้นอยู่เสมอ แต่ก็เป็นด้วยวิถีที่เขาเลือกเอง

สำรวจ

XERATH

Xerath คือจอมเวทผู้ทรงอำนาจแห่งเมืองโบราณ Shurima เขาคือสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังลี้ลับที่บิดขดอยู่ในเศษชิ้นส่วนของโลงศพอาถรรพ์ เขาถูกขังอยู่ภายใต้ผืนทะเลทรายอยู่นานนับพันปี หากแต่ความเจริญรุ่งเรืองของ Shurima ได้ปลดปล่อยเขาออกจากคุกโบราณ เขาคลุ้มคลั่งด้วยพลังอำนาจและเริ่มเสาะหาซึ่งสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นของเขาโดยชอบธรรม และเปลี่ยนแปลงความศิวิไลซ์ของโลกให้เป็นไปตามอุดมการณ์ของเขา

slotxo

เด็กชายผู้ซึ่งในภายภาคหน้าจะถูกขนานนามว่า Xerath ถือกำเนิดมาเป็นทาสไร้ชื่อในเมือง Shurima เมื่อหลายพันปีก่อน เขาเป็นบุตรชายของนักวิชาการที่ถูกจับกุม โดยมีอนาคตที่ถูกขีดมาให้เป็นทาสชั่วนิรันดร์ มารดาสอนเขาอ่านหนังสือและนับเลข ในขณะที่บิดาบอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ โดยหวังว่าทักษะดังกล่าวจะช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้น เด็กชายสาบานว่าเขาจะไม่ยอมใช้ชีวิตเพื่อทำงานหนักและก้มรับแส้เฆี่ยนเหมือนทาสทั่วไป

เมื่อบิดาของเด็กชายต้องสูญเสียขาไปในระหว่างขุดเจาะฐานรากเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้ม้าตัวโปรดของจักรพรรดิ เขาถูกทิ้งให้ตายอยู่ ณ ที่เกิดเหตุ มารดาเกรงว่าลูกชายของเธอจะประสบชะตากรรมเดียวกัน จึงขอร้องสถาปนิกผู้ดูแลหลุมฝังศพอันเป็นที่นับถือให้รับเขาเป็นลูกศิษย์ แม้สถาปนิกจะไม่เต็มใจในช่วงแรก แต่ความประทับใจในสายตาอันละเอียดอ่อนและพรสวรรค์ในวิชาคณิตและภาษาของเด็กชายก็ทำให้เขายอมรับในที่สุด จากนั้นเด็กชายก็ไม่เคยได้พบกับมารดาของตนอีกเลย

เขาเป็นคนที่เรียนรู้ได้เร็ว และเจ้านายก็มักจะใช้ให้เขาไปเอาตำราและแผนผังที่ห้องสมุด Nasus อันมโหฬารทุกวัน ครั้งหนึ่ง เด็กชายพบกับ Azir บุตรผู้ซึ่งจักรพรรดิโปรดปรานน้อยที่สุด Azir กำลังมีปัญหากับการอ่านข้อความโบราณอันยากยิ่ง และเด็กชายก็หยุดเพื่อช่วยเจ้าชายน้อยในการเรียนรู้ไวยากรณ์อันซับซ้อนแม้จะรู้ว่าการพูดคุยกับเจ้านายอาจนำมาซึ่งความตายก็ตาม ในช่วงเวลานั้น มิตรภาพอันบอบบางก็บังเกิดขึ้น และเติบโตจนแข็งแกร่งในช่วงหลายเดือนต่อมา

ถึงแม้ว่าทาสจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีชื่อ Azir ก็ให้นามแก่เด็กชายว่า Xerath ซึ่งหมายความว่า “ผู้ให้” กระนั้นชื่อดังกล่าวก็ใช้เรียกเพียงระหว่างเด็กชายทั้งสองเท่านั้น Azir ได้จัดการให้ Xerath ได้รับการแต่งตั้งเป็นทาสในเรือนเขา และยกเด็กชายให้เป็นผู้ดูแลส่วนพระองค์ ความรักที่ทั้งคู่มีต่อการเรียนนำพาให้ทั้งสองร่วมกันอ่านหนังสือจากห้องสมุดและสนิทกันเหมือนพี่น้อง การเป็นสหายคนสนิทของ Azir ทำให้ Xerath ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม อำนาจและความรู้ชั้นสูง จนในที่สุดก็กล้าที่จะฝันว่าวันหนึ่ง Azir จะปล่อยเขาเป็นอิสระ

ในการเดินทางประจำปีรอบราชอาณาจักรขององค์จักรพรรดิ นักฆ่ากลุ่มหนึ่งได้ลอบเข้าโจมตีกองคาราวานหลวง ขณะที่ทุกคนพักค้างคืน ณ แหล่งน้ำกลางทะเลทรายอันลือชื่อ Xerath ช่วยชีวิต Azir จากใบมีดของนักฆ่า หากแต่พี่น้องของ Azir ที่เหลือไม่มีชีวิตรอด ทำให้เจ้าชายน้อยกลายเป็นรัชทายาทของ Shurima ส่วนทาสอย่าง Xerath นั้นไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนจากการกระทำของเขา หากแต่ Azir ได้สัญญาไว้ว่าวันหนึ่งพวกเขาจะเป็นดั่งเช่นพี่น้อง

เหตุลอบสังหารได้ทำให้ Shurima ตกอยู่บนความหวาดกลัวต่อผลกรรมขององค์จักรพรรดิ Xerath พอจะรู้ประวัติศาสตร์และการทำงานของศาล Shuriman จึงเข้าใจได้ว่าชีวิตของ Azir แขวนอยู่บนเส้นด้าย การที่เขาขึ้นเป็นรัชทายาทนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะจักรพรรดิเกลียด Azir ที่รอดตายขณะที่บุตรชายอันเป็นที่รักทั้งหลายต้องเสียชีวิต ที่อันตรายยิ่งกว่านั้นคือพระมเหสีนั้นยังสาวพอจะตั้งครรภ์ได้อีก และยังเคยคลอดบุตรชายที่แข็งแรงหลายพระองค์ให้แก่จักรพรรดิ มีความเป็นไปได้สูงว่านางจะให้กำเนิดบุตรชายอีกพระองค์เพื่อขึ้นเป็นรัชทายาทขององค์จักรพรรดิ และเมื่อนั้น ชีวิตของ Azir ก็จะจบสิ้น

แม้ว่า Azir จะมีใจดั่งปราชญ์ แต่ Xerath ก็เกลี้ยกล่อมให้เขาเรียนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง ซึ่ง Azir ก็ยอมทำตามและได้ยกฐานะ Xerath ขึ้นโดยยืนกรานให้เขาเล่าเรียนต่อไป เด็กทั้งสองได้พัฒนาตนจนเป็นเลิศ และ Xerath ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าตนเป็นนักเรียนที่มีพรสวรรค์ผู้มีความกระหายใคร่รู้ Xerath กลายเป็นที่ปรึกษาและมือขวาของ Azir ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทาสไม่เคยอาจเอื้อม ตำแหน่งนี้ทำให้เขามีอิทธิพลเหนือเจ้าชายน้อยผู้ซึ่งอาศัยดุลยพินิจของ Xerath มากขึ้นในแต่ละวันจนเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมในสายตาของบางคน

Xerath ทุ่มความพยายามทั้งหมดไปกับการแสวงหาความรู้ในทุกๆ ที่ที่เขาสามารถหาได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดหรือความรู้นั้นจะมาจากไหนก็ตาม เขาปลดล็อคห้องสมุดที่ถูกปิดตายเพื่อลงไปสำรวจห้องใต้ดินที่ถูกลืม และปรึกษากับญาณที่ถูกฝังอยู่ลึกภายใต้พื้นทราย ทั้งหมดเพื่อเสริมความรู้และความทะเยอทะยานของเขาซึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่รู้ตัว เมื่อใดก็ตามที่เสียงกระซิบถึงการรุกล้ำเข้าไปในสถานที่น่ารังเกียจเริ่มแพร่งพรายจนไม่อาจเพิกเฉยได้ เขาก็จะทำให้เสียงเหล่านั้นเงียบลงด้วยวิธีอันแยบยล สำหรับ Xerath แล้ว การที่ Azir ไม่เคยกล่าวถึงเสียงกระซิบเหล่านี้ ถือเป็นการเห็นชอบในวิธีการปกป้องจักรพรรดิของตนไปโดยปริยาย

หลายปีผ่านไป Xerath ยิ่งถลำลึกสู่ความมืดมิด เขาใช้ความสามารถในการร่ายมนต์ทำลายทุกทารกที่อยู่ในครรภ์ของพระมเหสีเพื่อป้องกันไม่ให้นางอุ้มท้องถึงกำหนด เมื่อปราศจากคู่แข่งชิงบัลลังก์ Azir ก็จะปลอดภัย หากข่าวลือเรื่องคำสาปกระพือขึ้น Xerath ก็จะทำให้ข่าวลือเหล่านั้นเงียบลงและไม่เป็นที่พูดถึงอีกต่อไป ซึ่งบ่อยครั้งที่บรรดาคนขี้สงสัยก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จนถึงขณะนี้ ความปรารถนาที่จะหนีรากเหง้าในฐานะทาสได้แปรเปลี่ยนเป็นไฟแห่งความทะเยอทะยานเพื่อนำมาซึ่งอำนาจของเขาเอง กระนั้นเขาก็บอกตัวเองว่าการฆาตกรรมทุกครั้งนั้นทำเพื่อให้เพื่อนเขารอด

แม้จะใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อป้องกันการผดุงครรภ์ของพระราชินี เจ้าชายองค์ใหม่ของ Shurima ก็ได้ลืมตาดูโลก ทว่าในคืนวันพระราชสมภพของเขา Xerath ได้ใช้พลังวิเศษที่แกร่งกล้าขึ้นของตนเพื่อเรียกวิญญาณธาตุของทะเลทรายลึกและสร้างพายุร้าย Xerath ชักสายฟ้าเส้นแล้วเส้นเล่าลงมายังห้องของพระราชินี และเผาห้องนั้นลงจนเหลือเพียงเศษธุลีจนทำให้พระราชินีและลูกชายแรกเกิดของนางสิ้นพระชนม์ จักรพรรดิรีบวิ่งไปที่ห้องของพระราชินีและเผชิญหน้ากับ Xerath ผู้ซึ่งไฟในมือยังคงลุกโชนด้วยพลังลี้ลับ องครักษ์ของจักรพรรดิพุ่งเข้าโจมตี หากแต่ Xerath ก็เผาพวกเขาพร้อมองค์จักรพรรดิจนเหลือเพียงโครงกระดูกไหม้เกรียม Xerath กลบเกลื่อนการฆาตกรรมครั้งนี้ให้ดูเหมือนเป็นฝีมือของนักเวทจากดินแดนที่ถูกพิชิต และงานชิ้นแรกของ Azir หลังจากขึ้นครองบัลลังก์ก็คือการนำตัวประชาชนของดินแดนดังกล่าวมาลงโทษอย่างโหดเหี้ยม

Azir ได้รับการราชาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่ง Shurima โดยมี Xerath เด็กชายผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นทาสไร้นามอยู่เคียงข้าง Xerath ได้ฝันถึงช่วงเวลานี้มานานแล้วและคาดว่า Azir จะยุติระบบทาสใน Shurima ก่อนจะตั้งเขาเป็นน้องชาย หากแต่ Azir กลับไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เลย เขายังคงขยายพรมแดนอาณาจักรของเขาอย่างต่อเนื่องและปฏิเสธข้อเสนอให้เลิกทาสของ Xerath สำหรับ Xerath แล้ว นี่คือหลักฐานอีกหนึ่งชิ้นที่ชี้ให้เห็นการล่มสลายทางศีลธรรมของ Shurima และเขาก็เดือดดาลที่ Azir ผิดสัญญา Azir เตือน Xerath ด้วยใบหน้าที่ขึงขังว่าเขาเป็นทาสและก็ควรจำสถานะของตนไว้ บางสิ่งบางอย่างที่เคยมีเกียรติภายใน Xerath ได้ตายลงในวันนั้น แต่เขาก็โค้งคำนับด้วยท่าทีภายนอกที่นอบน้อมราวกับยอมรับการตัดสินใจของ Azir ขณะที่ Azir ยังคงดำเนินนโยบายการขยายดินแดนต่อไป Xerath ก็ยังคงยืนเคียงข้างเขา แต่ Xerath ดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างละเอียดเพื่อขยายอิทธิพลของเขาเหนือดินแดนที่เขาวางแผนจะชิงมาครอบครองไว้เอง การจะชิงจักรวรรดินั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และ Xerath ก็รู้ว่าเขาต้องการพลังเพิ่ม

ตำนานอันโด่งดังเกี่ยวกับการอุบัติเทพของ Renekton ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนสามารถขึ้นสู่สวรรค์ได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องถูก เลือก จากนักบวชแห่งสุริยะ ดังนั้น Xerath จึงวางแผนที่จะขโมยพลังของสรวงสวรรค์ เนื่องจากทาสไม่สามารถยืนต่อหน้าแท่นสุริยะได้ Xerath จึงคอยป้อนความหยิ่งยโสให้แก่องค์จักรพรรดิ ขยายความทรนงและเติมทัศนะที่เกินจริงของการขยายอาณาจักรไปทั่วโลก แต่ความฝันดังกล่าวจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อ Azir กลายเป็นเทพเหมือนดังวีรบุรุษคนก่อนๆ ของ Shurima ความเพียรพยายามของ Xerath สัมฤทธิ์ผลเมื่อ Azir ประกาศว่าเขาจะทำพิธีกรรมเพื่อเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ โดยเขามีสิทธิ์ที่จะเป็นเทพเจ้าเคียงข้าง Nasus และ Renekton เหล่านักบวชแห่งสุริยะประท้วง แต่ Azir ผู้โอหังก็ออกคำสั่งให้ทรมานและฆ่าคนเหล่านั้นจนกว่าจะยอม

ในวันแห่งการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ Azir เดินขึ้นไปบนแท่นแห่งสวรรค์ โดยมี Xerath อยู่เคียงข้าง Nasus และ Renekton ไม่ได้มาปรากฏตัวในเหตุการณ์วันนั้นเพราะ Xerath ได้หลอกล่อให้เทพทั้งสองไปที่อื่นโดยคลายมนต์ผนึกโลงศพอาถรรพ์ที่กักขังปีศาจแห่งเพลิงไว้ เมื่อสิ่งมีชีวิตตนนั้นหลุดออกจากเครื่องพันธนาการ จึงมีเพียง Renekton และ Nasus เท่านั้นที่จะสามารถเอาชนะมันได้ ดังนั้น Xerath จึงทำให้ Azir ไร้ซึ่งเทพเจ้าสององค์ที่อาจช่วยเขาจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

Azir ยืนอยู่ใต้แผ่นจานสุริยะ และในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่นักบวชจะเริ่มพิธีกรรม เหตุการณ์ที่ Xerath ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น จักรพรรดิได้หันมาหา Xerath และบอกว่าเขาเป็นอิสระแล้ว เขาและทาสแห่ง Shurima ทุกคนได้รับการปลดปล่อยจากหน้าที่แห่งการรับใช้ เขาโอบกอด Xerath ก่อนจะตั้งชายหนุ่มให้เป็นน้องร่วมสาบาน Xerath ตื่นตะลึง เขาได้รับซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการแล้ว แต่แผนการของเขานั้นจะสำเร็จได้ด้วยความตายของ Azir เท่านั้นและไม่มีอะไรที่จะเกลี้ยกล่อมให้เขาเปลี่ยนใจได้ หมากหลายตัวได้ถูกเคลื่อนที่และ Xerath ก็ได้เสียสละมามากเกินที่จะถอยหลัง – แม้ว่าส่วนหนึ่งของเขาจะอยากถอยกลับไปมากเท่าใดก็ตาม คำพูดของจักรพรรดิได้ทำลายความขมขื่นที่ครอบงำจิตใจของ Xerath หากแต่มันมาช้าไปหลายทศวรรษ จากนั้น Azir ที่ไม่ได้ตระหนักถึงภัยอันตรายก็หันไปสั่งให้นักบวชเริ่มพิธีกรรมและอัญเชิญพลังอันน่าเกรงขามของดวงอาทิตย์

Xerath คำรามด้วยความโกรธแค้นปนเศร้าโศกและผลัก Azir ตกจากแท่นพิธี เขามองดูร่างของสหายถูกเผาวอดเป็นผงธุลีผ่านม่านน้ำตา Xerath ก้าวขึ้นไปแทนที่ Azir และแสงของดวงอาทิตย์ก็พุ่งสู่ร่างเขา เปลี่ยนเนื้อหนังมนุษย์ให้กลายเป็นดั่งเทพ แต่พลังจากพิธีกรรมไม่ใช่ของเขาโดยชอบธรรม และผลของการทรยศ Azir ก็มีพลังทำลายล้างมหาศาล พลังจากแสงอาทิตย์บริสุทธิ์ได้ทำลาย Shurima บดขยี้วัดวาอาราม และนำความหายนะมาสู่มหานคร ประชาชนของ Azir ถูกกลืนหายไปในเปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัว ในขณะที่ผืนทรายก็เข้าครอบคลุมตัวเมือง แท่นจานสุริยะตกลง และอาณาจักรที่ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิรุ่นแล้วรุ่นเล่าก็พังทลายลงภายในวันเดียว

แม้ในขณะที่เมืองกำลังลุกไหม้ Xerath ก็ยังใช้เวทมนตร์ตรึงนักบวชแห่งสุริยะ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาล้มเลิกพิธี พลังงานมหาศาลพุ่งเข้าหลอมรวมกับมนต์ดำภายในของเขาจนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังอันน่าเกรงขาม เขาดึงพลังจากแสงอาทิตย์มาเพิ่มให้ตนเองจนเนื้อหนังมนุษย์ก็ถูกกลืนกิน ทิ้งไว้เพียงกระแสเชี่ยวกรากของพลังลี้ลับ

เมื่อการทรยศของ Xerath ถูกเปิดเผย Renekton และ Nasus ก็รีบกลับมายังจุดศูนย์กลางของพายุเวทที่กำลังทำลายเมือง โดยนำโลงศพอาถรรพ์ที่เคยขังวิญญาณแห่งไฟโลกันต์ติดตัวมาด้วย พี่น้องเทพต่อสู้เพื่อเปิดทางเข้าสู่ปะรำพิธีของเทพเจ้า พร้อมกันนั้น Xerath ก็ตกลงมาจากรังสีมฤตยูที่กำลังครอบงำเมืองแห่งนี้ ก่อนที่เทพนักเวทองค์ใหม่จะรู้สึกตัว ทั้งสองก็โยนร่างที่กำลังแตกใส่โลงศพ และใช้โซ่ตรวนแห่งสวรรค์ผนึกไว้อีกชั้น

แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ Xerath นั้นมีพลังที่กล้าแกร่งอยู่แล้วเมื่อยามเป็นมนุษย์ และเมื่อบวกกับพรจากสวรรค์ก็ทำให้เขาไร้เทียมทาน เขาทำลายโลงศพ หากแต่เศษเสี้ยวและโซ่ยังคงตรึงอยู่บนร่าง Renekton และ Nasus กระโจนเข้าใส่ Xerath แต่เขาก็ใช้พลังที่เพิ่งได้รับตอบโต้เทพทั้งสองอย่างสูสี การต่อสู้โหมกระหน่ำทั่วเมืองที่พังทลาย ทำลายล้างสิ่งต่างๆ ที่ยังไม่จมลึกลงใต้ผืนทราย สองพี่น้องสามารถลาก Xerath ไปยัง สุสานจักรพรรดิ ซึ่งเป็นหลุมฝังศพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Shurima อันมีกลอนและผนึกที่ไม่สามารถถูกทำลายได้หากปราศจากซึ่งโลหิตของจักรพรรดิ Renekton ปลุกปล้ำกับ Xerath ภายในหลุมศพและเรียกให้ Nasus ผนึกหลุมฝังศพ Nasus ทำตามด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เพราะรู้ว่ามันเป็นวิธีเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ Xerath หนีออกมาได้ Renekton และ Xerath ตกอยู่ในความมืดชั่วนิรันดร์และต่อสู้กันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่อารยธรรมที่เคยยิ่งใหญ่ของ Shurima พังทลายลง

เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายศตวรรษ พลังของ Renekton ก็เริ่มจางลงจนเขาเสี่ยงต่อการตกอยู่ใต้อิทธิพลของ Xerath ด้วยคำโกหกที่ฉาบยาพิษและภาพลวงตา Xerath บิดเบือนความคิดของ Renekton โดยใส่ร้าย Nasus ว่าเป็นพี่ชายผู้ไร้สัจจะที่ทอดทิ้งเขาไว้เป็นเวลานาน

เมื่อ Sivir และ Cassiopeia ค้นพบสุสานแห่งจักรพรรดิซึ่งจมอยู่ใต้ทะเลทราย และเปิดออก ทั้ง Xerath และ Renekton ก็ถูกปลดปล่อยออกมาท่ามกลางการระเบิดของทรายและเศษหิน Renekton รู้สึกได้ว่าพี่ชายของตนยังมีชีวิตอยู่ จึงพุ่งออกจากซากปรักหักพังด้วยจิตใจที่บิดเบี้ยวไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานที่ดุร้าย หลังจากที่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ในที่สุด Shurima ก็ผุดขึ้นมาจากทะเลทรายอย่างน่าอัศจรรย์ Xerath รับรู้ได้ถึงดวงวิญญาณของใครอีกคนที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งอยู่ใต้ผืนทราย คนที่เขาเคยคิดว่าตายไปนานแล้ว Azir ฟื้นขึ้นมาใหม่ในฐานะเทพ และ Xerath ก็รู้ว่าความสงบสุขไม่มีทางบังเกิดแก่ทั้งสองได้หากใครคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่

Xerath ตามหาหัวใจของทะเลทราย เพื่อฟื้นคืนพลังของตนและเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วงพันปีที่ตนถูกคุมขังไว้ พลังที่เขาขโมยมาเติบโตขึ้นทุกชั่วขณะ และเขาก็มองดูโลกที่สุกงอมพร้อมให้พิชิต โลกที่เต็มไปด้วยมนุษย์ปุถุชนที่พร้อมจะบูชาแทบเท้าเทพเจ้าผู้น่าเกรงขามองค์ใหม่

กระนั้น แม้จะมีพลังอำนาจใหม่ ไม่ว่าจะเดินทางมาไกลจากการเป็นทาสนิรนามเพียงใด ส่วนหนึ่งของ Xerath ก็รู้สึกว่าเขายังคงถูกจองจำไว้ด้วยโซ่ตรวนอยู่เช่นเดิม

XAYAH

ด้วยเกิดมาในเผ่าล็อตลัน ซายาห์จึงชอบฟังพ่อของนางขับขานบทเพลงพื้นบ้านเกี่ยวกับวีรชนชาววาสทาญ่าโบราณ ท่วงทำนองอันแสนเศร้าพานางย้อนไปสู่ช่วงเวลาในอดีตที่ถูกลืมเลือนไปแสนนาน ในยุคที่เวทมนตร์ยังร่ายรำได้อย่างเสรีทั่วเกาะเควลินและมอบพลังมหาศาลให้ชาวล็อตลัน

slotxo

แต่กระนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละชั่วอายุคน พวกมนุษย์ได้รุกล้ำเข้ามาในดินแดนบรรพบุรุษของชาววาสทาญ่าเผ่าต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการทำลายตัวตนอันเป็นแก่นรากที่สำคัญของพวกเขา เผ่าต่างๆ เริ่มหดหายและพลังชีวิตของพวกเขาก็เสื่อมถอยลงไปในขณะที่พวกเขาค่อยๆ ถูกตัดขาดจากวิญญาณของแดนปฐมภูมิจนทำให้จำเป็นต้องเจรจาต่อรองกับมนุษย์ผู้มาแย่งชิงดินแดน

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เหล่าทูตจูโลฮ์ประจำเผ่านางได้ตกลงทำสนธิสัญญากับพวกมนุษย์แต่ทว่าในไม่ช้าสัญญานั้นก็ถูกละเมิด ซายาห์ได้แต่มองดูเหตุการณ์เหล่าขึ้นนี้ด้วยความโมโห สิ่งที่สร้างความปั่นป่วนมากที่สุดก็คือ พวกมนุษย์ได้ค้นพบความลับของควินลอนซึ่งเป็นวัตถุขนาดมหึมาและใช้มันกำราบเวทมนตร์ในธรรมชาติของดินแดนไอโอเนียเพื่อปกป้องชุมชนของพวกเขาที่ขยายอาณาเขตออกไป

แม้ว่าซายาห์และคนอื่นๆ ที่เห็นด้วยกับนางจะปลุกระดมสมาชิกร่วมเผ่าให้ลุกขึ้นต่อสู้ตอบโต้ แต่ชาวล็อตลันกลับเลือกที่จะรักษาตัวรอดด้วยการถอยหนีจากโลกของพวกมนุษย์และอาศัยอยู่ในพื้นที่น้อยนิดเท่าที่เหลือ แต่การทำเช่นนี้ย่อมไม่อาจปกป้องพวกเขาได้ และในท้ายที่สุดพวกเขาก็ถูกขับไล่ไปจากดินแดนบ้านเกิดของตน

ชาวล็อตลันกลายเป็นชนเผ่าเร่ร่อนไร้หลักแหล่ง ซายาห์กลายมาเป็นนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพ

และนางก็ไม่ได้ต่อสู้ตามลำพัง การก่อกบฏโดยชาววาสทาญ่าได้ขยายลุกลามไปทั่วไอโอเนียเพื่อแก้แค้นพวกมนุษย์ หมดเวลาสำหรับการเจรจาต่อรองแล้ว ซายาห์ตั้งใจว่าจะต้องใช้อาวุธขนนกพิฆาตของนางเพื่อต่อสู้ปลดปล่อยเวทมนตร์แห่งป่าของดินแดนนี้ให้เป็นอิสระให้จงได้

นางบุกเข้าออกฐานที่มั่นต่างๆ ซึ่งมีการอารักขาแน่นหนาและทิ้งซากศพมากมายไว้ข้างหลัง ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้รับสมญานามว่า “เรเวนสีม่วง” นางอุทิศตนทุ่มเทให้อุดมการณ์นี้อย่างเต็มเปี่ยมยากจะหาใครเปรียบ สิ่งเดียวที่นางสนใจคือภารกิจครั้งหน้าและก้าวถัดไปบนเส้นทางสู่การกู้อิสรภาพคืนสู่เผ่าพันธุ์ของนาง แม้ซายาห์จะชื่นชมพันธมิตรในขบวนการก่อกบฏ แต่นางก็มักจะลงมือตามลำพังด้วยเชื่อว่าสามารถทำงานนี้ได้ดีกว่าใคร

แต่แล้ว นางก็ได้พบวาสทาญ่ารายหนึ่งซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตนางไปตลอดกาล

หลังจากเข้าไปในเมืองวลอนโกซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาอันห่างไกลเพื่อตามหาโบราณวัตถุที่ถูกขโมย นางก็ต้องตะลึงเมื่อได้เห็นภาพที่ของเหล่ามนุษย์ที่พากันส่งเสียงอื้ออึง บนเวทีเบื้องหน้ามนุษย์เหล่านั้นคือนักแสดงเจ้าสำอางที่ดูโดดเด่นสะดุดตาและกำลังขับขานบทเพลงเก่าแก่ของเผ่าวาสทาญ่าต่อหน้าผู้ชมที่เคลิบเคลิ้ม เขาปิดท้ายการแสดงของตนเองด้วยลูกเล่นแพรวพราวสารพันที่ดูไม่ซับซ้อน และฝูงชนก็พากันโห่ร้องเรียกชื่อเขา ราคาน! ราคาน! ราคาน!

เขาโค้งคำนับด้วยลีลาเกินจริง ซายาห์เลิกสนใจและมองว่าเขาก็เป็นแค่ตัวตลกคนหนึ่ง ถึงแม้ราคานอะไรนี่อาจจะเป็นสมาชิกร่วมเผ่าล็อตลัน แต่ดูท่าแล้วก็คงเป็นได้แค่มู’ทัคล์โง่ๆ เท่านั้น

ซายาห์บอกตัวเองให้เลิกสนใจเขา และนางก็เดินหน้าทำภารกิจต่อจนเสร็จสิ้น… ซึ่งนางปฏิเสธไม่ได้ว่าภารกิจลุล่วงได้ง่ายขึ้นเพราะราคานช่วยดึงความสนใจของชาวบ้าน

ราคานก็เข้าไปคุยกับซายาห์ก่อนที่นางจะทันหนีเข้าไปในป่า หลังจากเพียรหว่านเสน่ห์ป้อนคำหวานใส่นางอยู่นานซึ่งก็ไม่สำเร็จผล วาสทาญ่าจอมมุทะลุก็ถามข่าวคราวเกี่ยวกับเผ่าล็อตลัน เมื่อนางตอบว่าเผ่าล็อตลันสูญเสียดินแดนของพวกเขาไปแล้ว ขนนกของราคานถึงกับแปรเปลี่ยนเป็นสีเข้ม และซายาห์ก็ประหลาดใจที่เห็นเขากราดเกรี้ยวมากขนาดนั้น บางทีราคานอาจมีอะไรบางอย่างมากกว่าแค่ที่นางคิดไว้

เมื่อซายาห์เผยอุดมการณ์ที่แท้จริงของนางให้เขารู้ ราคานก็ขอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย นางตอบตกลงเพราะเห็นว่า ต่อให้ไม่มีเหตุผลอื่น อย่างน้อยเขามีศักยภาพในการช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ

เมื่อทั้งคู่เริ่มต้นการเดินทาง นางก็เห็นว่าราคานนั้นมีประโยชน์ ถึงแม้จะน่ารำคาญก็ตาม นักระบำต่อสู้จอมโอ้อวดผู้นี้จะกระโดดและหมุนตัววนกลางวงศัตรูด้วยทีท่าสบายๆ และเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาก่อนที่ซายาห์จะซัดจู่โจมพิฆาต ต้องยอมรับว่าลีลาการต่อสู้แบบนี้เกือบจะชดเชยข้อบกพร่องของเขาที่ไม่สามารถจดจำแผนการอันแสนละเอียดของซายาห์ได้

ราคานยังช่วยเหลือซายาห์ในเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย นางมีนิสัยพูดจาโผงผางและไม่ถนอมน้ำใจใคร แต่ราคานมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นและเปี่ยมเสน่ห์ อีกทั้งยังสามารถใช้เสน่ห์และคารมโน้มน้าวผู้อื่นในสถานการณ์ที่หากเป็นซายาห์คงจะใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาไปแล้ว นางประทับใจในความสามารถอันอัศจรรย์ของเขาที่ดูออกว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไรและไว้วางใจได้หรือไม่ บางครั้ง นางเองก็นึกสงสัยในความเมตตาที่ราคานมีให้พวกมนุษย์ แต่นางไม่เคยกังขาในความทุ่มเทที่เขามีต่ออุดมการณ์ของภารกิจก่อกบฏ

ในที่สุด ซายาห์ก็ตระหนักว่าความรู้สึกที่นางมีต่อราคานนั้นกำลังเปลี่ยนไป ความสดใสในตัวราคานและแนวทางอันความนอกกรอบของเขาเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ดึงดูดสำหรับนางอย่างน่าโมโห เมื่อเวลาผ่านไป ซายาห์เริ่มรู้สึกดีที่มีเขาเคียงข้าง และโลกใบนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายและเต็มไปด้วยความเดียวดายอีกต่อไป แม้ว่าในตอนแรกนั้นนางจะชิงชังไม่อยากยอมรับเช่นนั้นก็ตาม พวกเขากลายเป็นคู่ที่ไม่อาจแยกจากกันได้

ตลอดเวลาหลายปีนับจากนั้น ทั้งคู่ได้กลายมาเป็นยอดนักรบแห่งวาสทาญ่า และวีรกรรมของพวกเขาก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว หลังจากการรุกรานของน็อกซัส ชาวไอโอเนียก็เริ่มมีความแข็งกร้าวและร้ายกาจขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะพวกนาโวริและ “ภาคีแห่งเงา” ซึ่งเป็นที่เกลียดชัง แต่ทว่ามันกลับเป็นสิ่งที่ให้ซายาห์และราคานสามารถปลุกระดมชาววาสทาญ่ามากมายให้มาร่วมมือกับพวกเขาได้ และความฝันในการลุกฮือก่อกบฏของพวกเขาก็กำลังจะสัมฤทธิ์ผล

ทั้งคู่จะต่อสู้ร่วมกันเพื่อทวงแดนปฐมภูมิคืนมา เพื่อให้เผ่าต่างๆ กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง